นับวันยิ่งรวย! อุ้ม ลักขณา ถอยรถหรูปอร์เช่ ราคาหลายล้าน

600

หลังจากที่ทำงานมาในวงการบันเทิงหลายปี และล่าสุดก็เพิ่งรวมตังค์ซื้อบ้านหลังใหม่กับน้องสาวไปในราคาหลายสิบล้านบาท ล่าสุดสาวเซ็กซี่ อุ้ม ลักขณา ก็ถอยรถปอร์เช่คันใหม่ออกมาไว้ขับเล่นอีกคัน

โดยรถปอร์เช่คันดังกล่าว เป็นสี navy blue สีน้ำเงินสวยงามสะดุดตา ราคากว่า 7 ล้านบาท ดูหรูหรา คันใหญ่ น่าขับมากๆ และหลังจากที่เจ้าตัวถอยออกมา ก็อัพรูปลงอินสตาแกรมทันที และมีแต่คนเข้ามาแสดงความยินดี และชื่นชมกับสาวเก่งอย่างเธอ เพราะหลังจากที่ทำงานหนักในวงการบันเทิงมานาน พอเริ่มหันมาจับทำธุรกิจด้านความงาม ก็ดูเหมือนสองพี่น้องสาวสวยทั้งอุ้มและนิวเคลียร์ จะรวยเอาๆ กลายเป็นเศรษฐีนีย่อมๆ กันไปแล้ว เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองของอุ้ม ลักขณา

ถึงจะโสด แต่สวย รวย ครบแบบนี้ น่าจะมีแต่หนุ่มๆ อยากวิ่งเข้าหานะจ๊ะอุ้ม และขอแสดงความยินดีอีกครั้งรถสวย คนก็สวย

ยี่เป็งเชียงใหม่เริ่มแล้วจนท.คุมเข้มปลอดภัย

rfrrh

มีกิจกรรมดีๆ เมื่อไหร่ก็แท็คทีมกับแก๊งเพื่อนไปด้วยกันเสมอ ล่าสุดนางเอกซุป’ตาร์ อั้ม พัชราภา ก็ได้ควงแฟนหนุ่ม แอมป์ พิธาน พร้อมเพื่อนสนิททั้งในและนอกวงการ อาทิ เมย์ เฟื่องอารมย์ เมย์ พิชญ์นาฏ ติ๊ก กัญญารัตน์ หนิง ปณิตา ไปไหว้สักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

โดยสาวอั้ม ได้โพสต์ข้อความว่า มาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลของตัวเองและครอบครัว และขอพรให้พระเอกหนุ่มต่างช่อง ปอ ทฤษฎี ด้วย

“พวกเราทุกคนมากราบไหว้และขอพรให้กับครอบครัวของพวกเรา. และขอพรให้กับปอ. ขอให้ปอปลอดภัยนะคะ”

แม้จะอยู่ต่างช่องต่างสังกัดแต่ก็ยังมีน้ำใจห่วงใยกัน นับเป็นเรื่องดีๆ ที่น่าชื่นชมในวงการบันเทิงจริงๆ

นานา เวย์ หนีลูกแฝดบรู๊คลิน บีน่า สวีทประเทศโอมาน

600 (1)

อีกหนึ่งครอบครัวคนบันเทิงที่น่ารัก นานา ไรบีนา และหนุ่ม เวย์ ไทเทเนี่ยม ที่มักจะอัพเดทภาพความน่ารักของครอบครัว กับสองลูกชายและลูกสาวฝาแฝด บรู๊คลิน บีน่า ให้แฟนๆ ได้ตามกด like กัน เรียกว่าเห็นภาพความอบอุ่น แบบพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัวนี้กันอยู่ตลอดๆ

แต่ล่าสุด นานาและเวย์ ยอมห่างจากอกลูกชั่วคราว ขอแพ็คกระเป๋าไปสวีทหวานไกลถึงประเทศโอมาน หลายวัน บรรยากาศโรแมนติก วิวสวยๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ที่นานๆ จะได้เห็นคู่นี้ได้พักงานและไปเที่ยวแบบไม่มีลูกๆบ้าง

ไม่รู้ว่ากลับมาเมืองไทย จะมีข่าวดีมีน้องให้บรู๊คลิน บีน่า ด้วยหรือเปล่า? เพราะมีภาพช็อตหวานๆ เพียบค่ะ

น้องชาย ปอ ทฤษฎี บวชอุทิศบุญให้พี่ชายหายป่วย

659573-01

ปิน ชวนันท์ น้องชาย ปอ ทฤษฎี บวชอุทิศบุญให้ พี่ชาย หายป่วยเร็วๆ พ่อ-แม่ แฟนคลับ ร่วมอนุโมทนา

มาเฝ้าดูอาการป่วยของพี่ชายอย่างใกล้ชิดทุกวัน สำหรับหนุ่มปิน ชวนันท์ สหวงษ์ น้องชายคนเล็กของ หนุ่ม ปอ ทฤษฎี ซึ่งขณะนี้ อาการโดยรวมยังทรงตัว ล่าสุด เจ้าตัวออกมาเปิดเผยว่า เตรียมบวชเพื่ออุทิศบุญให้พี่ชายหายป่วยเร็วๆ ในวันพรุ่งนี้ ที่วัดพรหมวงศาราม (วัดหลวงพ่อเณร )โดยหนุ่มปินกล่าวว่า “จริงๆจะบวชตั้งเเต่วันนี้เเล้วครับ ตั้งใจที่จะบวชให้พ่อเเม่อยู่เเล้ว เลยเป็นอีกบุญหนึ่งที่เหมือนส่งช่วยให้พี่ปอฟื้นขึ้นมาครับ ซึ่งฤกษ์บวช วันนี้ 17 พ.ย. เวลา 7 โมงเช้าครับ วัดพรหมวงศาราม  (วัดหลวงพ่อเณร ) ถือว่าเป็นบวชครั้งแรกในชีวิตด้วย จริงๆวันนี้จะไปบวชเเล้วทางหลวงพ่อเขาต้องให้สวด เหมือนขอบวช ซึ่งผมไม่เคย ก็เลยยังบวชไม่ได้ พ่อเลยบอกพรุ่งนี้ก็ได้เป็นบวชเณรก่อน ท่องบทสวดตามพระหลวงพี่ มีกำหนดบวช 3วันครับ เป็นความตั้งใจของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเหมือนเป็นอีกหนึ่งบุญที่ช่วยทางครอบครัวก็เดินสายทำบุญตลอด ทำทุกทางให้พี่ปอฟื้น ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระซิบบอกพี่ชายไหมว่าจะบวชให้ น่าจะคืนนี้ครับ ผมจะเข้าไปบอกเขา ตอนนี้เราตั้งจิตตั้งใจให้พี่ปออย่างเดียว ขอให้พี่ปอเขาฟื้น ผมทำได้ทุกอย่าง ตอนนี้สภาพจิตใจก็โอเค ทุกคนช่วยให้กำลังใจ ก็ได้มีโอกาสได้เข้าไปหาพี่ปอในห้องเมื่อวาน เข้าไปพูดอยากให้พี่ได้ยินว่าทุกคนรอเขาอยู่ อยากให้เขาลุกขึ้นมา” ปิน กล่าวทิ้งท้าย

สนช.ปิดคดี “สมศักดิ์“ รอชี้ขาด ตือ โต้ป.ป.ช.ข้อมูลกำกวม ขออย่าให้ตายคาเวทีการเมือง

4

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตามข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ จากกรณีสร้างบ้านมูลค่า 16 ล้านบาท ที่ จ.อ่างทอง โดยเป็นขั้นตอนการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของนายสมศักดิ์ ผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่ตัวแทน ป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหา ได้ขอแถลงปิดสำนวนด้วยเอกสาร

นายสมศักดิ์แถลงว่า ญัตติที่ทาง ป.ป.ช.ได้เสนอต่อ สนช.เพื่อพิจารณาถอดถอนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ เป็นข้อกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ และการที่ ป.ป.ช.ได้แถลงพร้อมเอกสารเป็นสำนวนสรุปคดีชี้มูล หรือข้อกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ได้แสดงมาทั้งหมด 164 หน้า ว่าได้ใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ให้ได้ทรัพย์สินคือบ้านที่ 5/5 ซึ่งใน 164 หน้าไม่มีแม้แต่คำเดียวที่พูดถึงการใช้ตำแหน่งหน้าให้ได้ทรัพย์สินดังกล่าวมา

ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะในสำนวนต้องมีรายละเอียดว่าได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรถึงจะสามารถยื่นถอดถอนได้ ทั้งนี้ ได้ยอมรับไปแล้วในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์ว่าเป็นการสำคัญผิด ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นกระบวนการ และได้รับโทษไปทั้งหมดแล้ว แต่ ป.ป.ช.ได้นำผลของคดีดังกล่าวมาชี้มูลถอดถอนในกรณีร่ำรวยผิดปกติอีก และยังพูดจากำกวมให้สังคม และสมาชิก สนช.เข้าใจผิดว่าญัตติถอดถอนดังกล่าวเป็นกระบวนการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า คำว่าร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 58 หมวด 5 ว่าด้วยการถอดถอน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่า ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อราชการให้วุฒิสภาถอดถอนผู้นั้น แต่ ป.ป.ช.กลับได้วินิจฉัยว่าเมื่อครั้งที่เป็นรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ ได้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่

ทั้งๆ ที่บ้านที่ 5/5 ได้มีการซื้อที่ ถมที่ดิน ออกแบบ และดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2541ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศของกรมแผนที่ทหารยืนยัน และสร้างเสร็จภายในเดือนเมษายน 2552 ก่อนที่จะรับดำรงแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในเดือนกรกฎาคมปี 2542 และด้วยความสุจริตใจก็นำใบเสร็จจำนวน 18 งวด ยอดเงิน 1.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าวัสดุต่อเติมเรือนรับรองเพื่อรับชาวบ้านในพื้นที่ แต่ ป.ป.ช.กลับนำหลักฐานดังกล่าวไปเหมารวมว่าเป็นเงินสร้างบ้าน และตีมูลค่าว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 16 ล้านบาท

นี่คือข้อเท็จจริงและความยุติธรรมที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลแก่ผม ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช.รู้อยู่แล้วว่าเอาผิดผมไม่ได้ แต่กลับเอื้อมไปเอาเงิน 1.4. ล้านบาท ที่เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่ง รวมกับตัวบ้านที่ทำก่อนรับตำแหน่งมาวินิจฉัยผม จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรม และก็ไม่มีมูล เพราะเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีก็ไม่เคยอนุมัติโครงการใหญ่ๆ แม้แต่โครงการเดียว ซึ่งผู้บริหารกระทรวงในขณะนี้ก็ยืนยันแก่ ป.ป.ช.แล้วว่าไม่เคยมีโครงการใหญ่ๆ เลย แล้วผมจะใช้อำนาจหน้าที่ไปหาผลประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งในเอกสารชี้มูลของ ป.ป.ช.ก็ไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าผมทุจริตในขณะที่เป็นรัฐมนตรีแต่อย่างใด

ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่า สนช.จะให้ความเป็นธรรมและใช้วิจารณญาณในการลงมติ และจะเป็นความภูมิใจของสมาชิก สนช.เพราะจะเป็นบันทึกของประวัติศาสตร์ทางการเมืองว่าสามารถกำจัดนักการเมืองชั่วให้พ้นจากการเมืองไปตลอดชีวิตแต่ท่านจะภูมิใจยิ่งกว่า หากมติของ สนช.จะให้ความเป็นธรรมที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลด้วยข้อหาเช่นนี้ และให้ความเป็นธรรมแก่ผม ลูก เมีย ครอบครัวได้ หากเมตตาก็ปล่อยผมไป อย่าให้ผมต้องตายคาเวทีทางการเมือง ผมยังรักที่จะรังสรรค์ความงดงามของการเมืองให้ดีขึ้น สุดท้ายก็ต้องขอน้อมรับการลงมติที่จะชี้ชะตากรรมของผมและครอบครัวในวันที่ 13 พฤศจิกายนŽ นายสมศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ นายพรเพชรได้แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อนัดประชุมสมาชิก สนช.ว่า จะมีการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนในวันที่ 13 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น.ต่อไป

โดนอีก!! มาร์กี้ เจอเม้าท์แรงขึ้นแท่น..ของเล่นไฮโซ

sadasdasd

แม้ปากจะบอกว่าไม่ซีเรียสอะไร แต่เรื่องแบบนี้ใครจะขำออก สำหรับนางเอกสาว “มาร์กี้ ราศรี” ที่อยู่ดีๆ ก็เจอข้อหาเม้าท์มอยแรงๆ ว่าเป็นของเล่นไฮโซ หลังจากที่เจ้าตัวเปิดใจคบหนุ่มหล่อทายาทเซ็นทรัล “ป๊อก ภัสสรกรณ์” ได้ไม่นาน!!

ซึ่งงานนี้ถึงแม้สาวมาร์กี้จะยืนยันว่าตนเองไม่ได้รู้สึกอะไรกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นมากนัก แต่เจ้าตัวก็ขอฝากบอกไปยังขาเม้าท์ให้ได้สะอึกด้วยว่า อย่าเอาความสัมพันธ์ของคนเราไปเปรียบเทียบกับของเล่นเลย…

ล่าสุดมันมีการจัดอันดับดาราที่ถูกมองว่าเป็นของเล่นไฮโซ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อเราด้วย ?
“เอ่อ จริงๆ มันก็แล้วแต่คนจะคิดนะคะ ซึ่งส่วนตัวกี้รู้สึกว่าคนไม่สามารถที่จะเป็นของเล่นได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขารวยหรือคนมีชื่อเสียงอะไรก็แล้วแต่ คือความเป็นมนุษย์ของเรามันไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับของเล่นได้ค่ะ”

เราแอบปรี๊ดไหมว่าเวลาเจอคอมเม้นท์ที่บอกว่าเราเป็นของเราไฮโซ ?
“ถ้าถามว่ามันรุนแรงไหม กี้มองว่าเรื่องตรงนี้มันแล้วแต่เราจะคิดนะคะ ถ้าเราไม่สนใจเราก็ไม่รู้สึกอะไร อย่างตัวกี้เองกี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย”

จริงๆ เราซีเรียสหรือเปล่ากับการที่คนมองความรักเราไปในมุมนี้ ?
“กี้ไม่ซีเรียสนะคะ แต่กี้แค่ไม่อยากให้คนมองไปในทางนั้นมากกว่า เพราะความเป็นมนุษย์มันไม่น่าที่จะถูกเปรียบเทียบกับสิ่งของหรือว่าอย่างอื่น คือเราก็มีจิตใจมีความรู้สึกเหมือนกับทุกคนนั่นล่ะค่ะ”

คิดว่าจะไปคุยกับป๊อกไหมว่าเราเจอข่าวลักษณะนี้ ?
“ไม่หรอกค่ะ คือข่าวแบบนี้มันก็มีอยู่เรื่อยๆ วนไปวนมา อยู่คู่กับคนไทยเสมอตั้งแต่เด็กจนโต (หัวเราะ) ก็ไม่เป็นไรค่ะ”

ส่วนตัวเราเองคิดว่าข่าวนี้มันรุนแรงไปไหม ?
“เฉยๆ ค่ะ (หัวเราะ) ก็อย่างว่าแหละมันแล้วแต่เราจะใส่ใจกับเรื่องตรงนี้มากกว่า แต่ตัวกี้เองคือสบายๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร”

เรากลัวคนมองไหมว่าจริงๆ แล้วมันอาจเป็นค่านิยมของดาราที่ต้องคบแต่ไฮโซตลอด ?
“ไม่น่าจะเกี่ยวนะคะ เพราะกี้เองก็ไม่ได้รู้จักกับคนที่อยู่ในแวดวงเขาเลย คือทุกคนต่างก็มีสังคมที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าหากสมมุติเรามีโอกาสได้เจอได้คุยและมีไลฟ์สไตล์หลายๆ อย่างที่ตรงกัน เราก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องติดกั้นหรือเอามาเป็นปมให้เราต้องระวังตัว (ยิ้ม)”

อุบัติเหตุสยอง ชน 5 คันรวด แท็กซี่อัดก็อปปี้ใต้ท้องรถเมล์

news14

รถชนกลางถนนพหลโยธิน 5 คันซ้อน แท็กซี่อัดก็อปปี้ เข้าใต้ท้องรถเมล์ ใกล้แยกรัชโยธิน โชเฟอร์บาดเจ็บเล็กน้อย

(10 พ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 11.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถชนกันกลางถนนพหลโยธิน ฝั่งขาออก มุ่งหน้าแยกรัชโยธิน ใกล้กับตึกช้าง เป็นเหตุรถชนกัน 5 คันซ้อน เบื้องต้นพบว่ารถบรรทุกปูน พุ่งชนท้ายรถแท็กซี่ ทำให้รถแท็กซีอัดก็อปปี้อยู่ใต้ท้องรถเมล์โดยสาร ขณะที่รถเมล์โดยสารยังชนท้ายรถแท็กซี่อีก 2 คันข้างหน้า

เหตุดังกล่าวทำให้สภาพการจราจรติดขัด เนื่องจากกีดขวางการจราจร เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์พื้นที่ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่าเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ที่ถูกชนท้ายและอักก็อปปี้เข้าใต้ท้องรถเมล์โดยสาร ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโล โชคดีที่รถแท็กซี่คันดังกล่าว ไม่มีผู้โดยสารแต่อย่างใด

ปิดหีบเลือกตั้งเมียนมา นักวิเคราะห์เชื่อ “ออง ซาน ซู จี“ ชนะได้ยาก

news05 (2)

เวลา 16.30 น. วานนี้ (8 พ.ย.) ตามเวลาประเทศไทย การเลือกตั้งทั่วไปเมียนมาได้ปิดฉากลงเมื่อถึงเวลาปิดหีบเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในภาพรวมการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีการร้องเรียนเรื่องความผิดปกติในบางหน่วยการเลือกตั้ง เช่น ในเมืองมัณฑะเลย์ ขณะที่การนับคะแนนได้เริ่มต้นขึ้น นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ผลการเลือกตั้งต่างกัน บางส่วนมองว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จะชนะถล่มทลาย แต่บางคนกลับมองว่าพรรค NLD จะพ่ายแพ้ และรัฐบาลที่นำโดยทหารจะกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง

ในนครย่างกุ้ง หลังจากการปิดหีบเลือกตั้ง ผู้แทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้เข้าประจำที่เพื่อสังเกตการณ์การนับคะแนน ขณะที่ในเมืองมัณฑะเลย์มีความวุ่นวายเกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้งบะฮัมใยเมื่อชาวบ้านไปร้องเรียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีคนต่างถิ่นมากกว่า 60 คนเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่นั่น ต่อมาผู้สมัครของพรรค NLD ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวเตรียมเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้สอบสวนเรื่องนี้แล้ว

หลังจากปิดหีบเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในนครย่างกุ้งและทั่วประเทศเริ่มต้นการนับคะแนนเสียง รองผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาเปิดเผยว่า ข้อมูลในเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่เปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีชาวเมียนมาเดินทางไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และยังไม่มีรายงานความรุนแรงตามที่หลายฝ่ายกังวล

ผู้สนับสนุนพรรค NLD ไปรวมตัวกันที่ที่ทำการพรรคเพื่อติดตามนับผลคะแนน ซึ่งมีรายงานว่า ออง ซาน ซู จีจะออกมาพูดคุยกับผู้ให้การสนับสนุนพรรค แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยจะมีการแถลงอีกครั้งในวันนี้ (9 พ.ย.)

ส่วนบรรยากาศระหว่างการปิดการเลือกตั้งเมื่อช่วงเย็น คะแนนเบื้องต้นออกมาหลายเขตแล้ว NLD ชนะในหลายพื้นที่ ยกเว้นในเขตพื้นที่ทหาร ซึ่งพรรค USDP ได้เสียงข้างมาก แต่ผลคะแนนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดอะไรได้ ต้องรอผลอย่างเป็นทางการ

นายอเล็กซานเดอร์ แลมป์สดอร์ฟ หัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากสหภาพยุโรประบุว่า กระบวนการเลือกตั้งเป็นที่น่าพอใจและเป็นการเลือกตั้งที่เชื่อถือได้ หลายหน่วยเลือกตั้งในเขตทหารสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้อย่างเสรี ยอมรับว่าอาจจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบ้าง แต่ยังไม่สามารถลงในรายละเอียดได้ ต้องรอการแถลงในวันที่ 10 พ.ย. และระบุว่าเป็นคล้ายๆ กับการเลือกตั้งในประเทศเสรีแล้วที่ย่อมจะมีช่องโหว่เกิดขึ้น

นายเดเมียน คิงส์บิวรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศและผู้ประสานงานของคณะผู้สังเกตการณ์ การเลือกตั้งของออสเตรเลียมองว่า แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้จะมีคณะผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 11,000 คน แต่ปัญหาสำคัญต่อจากนี้คือ กระบวนการนับผลคะแนน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เนื่องจากต้องใช้เวลาในการประมวลผลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับ ประเทศ

หากผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ถูกมองว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น มีตั้งแต่พรรคการเมืองหลักเร่งหาพันธมิตรและจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นบริหาร ประเทศไปจนถึงการยกเลิกผลการเลือกตั้งทั้งหมด และเปิดทางให้ทหารเข้ามาควบคุมอำนาจอีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลพลเรือนยังไม่พร้อมในการบริหารประเทศ

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ นอกจากชาวพุทธแล้วยังมีชาวมุสลิมในนครย่างกุ้งจำนวนมากที่ตื่นตัวเดินทางไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเช่นกัน เนื่องจากหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกให้กับชาวมุสลิมในเมียนมา

ก่อนหน้านี้ประชาคมโลกวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลเมียนมา ที่ไม่อนุญาตให้ชาวโรฮิงญาที่เคยมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 5 แสนคน จากทั้งหมด 1.3 ล้านคน ลงคะแนนเสียงหรือส่งผู้แทนลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ว่าชะตากรรมของชาวโรฮิงญาจะถือเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตาม

นอกจากนี้มีผู้สมัครชาวมุสลิมเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสลงชิงชัยในการเลือกตั้ง โดยทั้งพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USPD) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและพรรค NLD ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ต่างไม่ส่งผู้สมัครที่นับถือศาสนาอิสลามลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้แม้แต่คนเดียว

สิ่งที่นักสังเกตการณ์การเลือกตั้งเห็นตรงกันก็คือ ภาพรวมของการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่าประชาชนชาวเมียนมามีความตื่นตัวในการไปใช้สิทธิ์อย่างมาก ซึ่ง นายทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง วิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่ของเมียนมาที่พรรค NLD ที่มีนางออง ซาน ซู จีเป็นผู้นำพรรคส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งด้วยเต็มทุกพื้นที่ และประชาชนซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคเดียวมา 53 ปี และอยู่ภายใต้กฎเหล็กเริ่มรู้สึกว่าน่าจะเปลี่ยนอนาคตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม นายทรงฤทธิ์ มองว่า เป็นไปได้ยากที่พรรค NLD จะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้

“คงเป็นไปได้ยาก (ที่พรรค NLD จะชนะ) เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีความไม่ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว กฎ กติกาที่ออกมาก็ให้กองทัพส่งคนเข้ามาในสภาได้ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด ทำให้สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีเพียงร้อยละ 75 ซึ่งนางออง ซาน ซู จี จะมีสิทธิ์เลือกคนที่จะเป็นประธานาธิบดีได้ต้องแย่งเก้าอี้ให้ได้ร้อยละ 51 ของที่นั่งในสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่ฝั่งของรัฐบาลต้องการแค่ร้อยละ 26 เพราะเขามีอยู่แล้วร้อยละ 25 ที่ได้จากการแต่งของกองทัพ” นายทรงฤทธิ์กล่าว

นายทรงฤทธิ์ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า คะแนนเสียงในการเลือกตั้งแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกพรรค NLD มีประมาณ 11 ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 33 ล้านเสียง ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ อีกกลุ่มหนึ่งคือ คะแนนจัดตั้งของทหาร ข้าราชการและนักธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่กล้าเลือกนางออง ซาน ซู จี เพราะไม่มั่นใจการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลถือว่าพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ทำได้ได้ดี จนกระทั่งสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการ และสหภาพยุโรปยกเลิกการคว่ำบาตร

นายทรงฤทธิ์ มองว่า สถานการณ์หลังเลือกตั้งไม่น่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะกว่าจะเดินทางมาถึงการเลือกตั้งวันนี้ได้ผ่านการประนีประนอมทางการเมืองร่วมกัน เห็นได้จากการที่นางออง ซาน ซู จีไม่ได้คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ยังเห็นความหวังที่จะพัฒนาการเมืองเมียนมาให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้ ในขณะที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่งก็ประกาศว่ายอมรับผลการเลือกตั้ง

“แต่ผมมองว่าการที่เต็ง เส่งประกาศอย่างนี้เป็นเพราะเขามั่นใจแล้วว่ายากที่ออง ซาน ซู จีจะได้เสียงส่วนมากในสภา”

ผศ.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายเศรษฐกิจเพราะคาดว่าพรรค USDP น่าจะชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าพรรค USDP จะได้เป็นรัฐบาลเหมือนเดิม โดยมีพรรคของชนกลุ่มน้อยที่รวมตัวกันเข้ามาร่วมด้วย ประกอบกับการตรวจสอบของพรรค NLD ที่แข็งแกร่งมากขึ้น คิดว่านโยบายของเมียนมาไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมาก และถ้าไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

“เมื่อได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็จะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเมียนมามากขึ้น เศรษฐกิจเมียนมาก็จะดีขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทย เพราะเมื่อเศรษฐกิจเมียนมาโตขึ้น กำลังซื้อของจากไทยก็มีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็จะมีคู่แข่งในตลาดเมียนมาเพิ่มขึ้น” ผศ.ปิติกล่าว

ด้าน นายวินมิตร โญสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาเมียนมา วิเคราะห์ว่าพรรคใหญ่อย่าง NLD และ USDP ยังครองฐานเสียงของตัวเองได้อยู่ กล่าวคือในเขตเลือกตั้งของทหาร พรรค USDP จะชนะ ส่วนเขตเลือกตั้งในเขตเมือง พรรค NLD จะชนะ ที่น่าสนใจคือมีเสียงแตกในส่วนของพรรคชนกลุ่มน้อย

“เต้น“ เล่าชีวิตในคุก “เสี่ยอู๊ด“ คือมิตรแท้ เผยฆ่าตัวตายมาแล้ว

ten

นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โพสต์เฟชบุ๊คส่วนตัว เล่าถึงชีวิตระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำกับ “เสี่ยอู๊ด” นายสิทธิกร บุญฉิม โดยมีข้อความว่า

ผมรู้จักกับ”เสี่ยอู๊ด”ในสถานที่ที่คนไม่ควรพบกัน นั่นคือ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

หลังการชุมนุมปี 53 พวกเราถูกส่งตัวเข้าไป “เสี่ยอู๊ด”ในฐานะผู้ต้องขังเจ้าถิ่นต้อนรับน้องใหม่ด้วยไมตรี มีสำรับกับข้าวก็เอามาแบ่งปัน

จากนั้นมามีโอกาสสนทนากันบ่อยครั้ง “เสี่ยอู๊ด”นั่งคุยอยู่กับพรรคพวกผมในโรงอาหารบ้างห้องสมุดบ้าง ผมชกมวยเสร็จก็ร่วมวงกัน

วันหนึ่ง พวกเราได้ข่าว”เสี่ยอู๊ด”กินยาเกินขนาด เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาล

หลายวันต่อมาเขากลับเข้ามาข้างใน ผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า”เบื่อ”

หลังพวกเราได้รับการประกันตัว ผมไม่ได้เจอเขาอีกเลย จนได้ข่าวว่าเขาจากไป

สังคมจะจัดวาง”เสี่ยอู๊ด”ไว้อย่างไรผมไม่ทราบ แต่เขาคือ”มิตร”ของผม

สำหรับผม ศัตรูเราอาจทิ้งไปได้ แต่มิตรทอดทิ้งไม่ได้
จึงตั้งใจมาเคารพศพเขา
สู่สุคติเถิด”เสี่ยอู๊ด”

สาวจีนสุดเพี้ยน เดินถุยน้ำลายใส่คนทั้งขบวนรถไฟฟ้า

12

(3 พ.ย.) เฟซบุ๊ก Shanghaiist เผยแผร่คลิปวีดีโอเหตุการณ์บนรถไฟฟ้าที่เมืองนานกอง ประเทศจีน เมื่อมีหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งก่อนกวนผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟฟ้าด้วยการถุยน้ำลายใส่ทุกคน

โดยคลิปดังกล่าวเผยให้เห็นภาพหญิงสาววัยรุ่นเดินไปทั่วขบวน และเริ่มชะโงกหน้า ถุยน้ำลายใส่ผู้โดยสารทีละคน สร้างความขยะแขยงให้กับผู้โดยสารที่ตกเป็นเหยื่ออย่างมาก บางคนเอาหนังสือปัดป้อง บางคนยกเท้าขึ้นถีบ แต่ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมของหญิงสาวรายดังกล่าวได้

ทั้งนี้ มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยบางรายกล่าวว่า โชคดีของหญิงสาวคนดังกล่าวที่เธอไม่ถูกรุมกระทืบ