อาเล็ก จอย เกี่ยวก้อยกันหวานทริปอินเจแปน

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NC8xOTIyNTk0LzMuanBn

อาเล็ก จอย เกี่ยวก้อยพร้อมพี่และเพื่อนาสนิทตะลุยเที่ยวกับทริปหวานส่งท้ายปีเก่าในญี่ปุ่น 

เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ถูกจับตามองสำหรับ อาเล็ก ธีรเดช และ จอย รินลณี ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มชัดเจนพัฒนาความสนิทขึ้นมาอีกสเตปหรือเปล่า กับทริปเที่ยวส่งท้ายปีเก่าทั้งคู่จับมือเกี่ยวก้อยพร้อมพี่สาวจอยและเพื่อนสนิทของอาเล็ก บุกตะลุยเที่ยวเมืองโอซาก้า ญี่ปุ่น

แม้จะมีถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนและพี่สาวแต่ขอบอกว่าทริปนี้ยังมีภาพหวานๆ ออกมาให้เห็นเหมือนกัน โดยเฉพาะ จอย มีตากล้องส่วนตัวคือ อาเล็ก ไปเก็บภาพสวยๆ ให้ตลอดทริปนะจ๊ะ

ลุ้นขึ้นหรือเปล่าไม่รู้ ดูภาพประกอบเป็นหลักฐานความสนิทละกันเนอะ

Advertisements

รถทหารซิ่งแซงไม่พ้น ทำกระบะพุ่งชนเก๋ง 3 สาวดับสยอง

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NC8xOTIyMjU4LzYuanBn

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 ธ.ค.) 15.00 น. สภ.หินดาด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุมีรถกระบะชนประสานงากับรถเก๋งส่วนบุคคล ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ที่เกิดเหตุบริเวณโรงงานแป้งเม่งเซ้ง ก่อนถึงตลาดห้วยบง ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด ถนนสายด่านขุนทด-ชัยบาดาล พบรถกระบะดีแมกซ์ ทะเบียน 1 ฒณ 363 กทม. พุ่งชนประสานงากับรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ทะเบียน 4 กฎ 6314 กทม.

ทำให้ผู้หญิง 3 คน ที่ขับขี่และโดยสารมาในรถเก๋งเสียชีวิตยกคัน คือ น.ส.บุศรา อายุ 25 ปี น.ส.สุภาภรณ์ อายุ 28 ปี และ น.ส.จิราพร อายุ 25 ปี เป็นคนขับ ส่วนรถกระบะคู่กรณีมีครอบครัว 4 คน พ่อแม่ และลูกอีก 2 คน ยังไม่ทราบชื่อนามสกุล

จากการสอบถามเบื้องต้น คนขับรถกระบะ ให้การอ้างว่า เนื่องจากรถเก๋งคู่กรณีนั้นได้มุ่งหน้าไปทาง อ.ชัยบาดาล และตนกำลังนำครอบครัวเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด

ขณะนั้นได้มีรถทหารสีเขียวขับแซงรถเก๋งคันดังกล่าวขึ้นมาทางช่องเลนของตน ตนก็ได้หลบไปชนกับรถเก๋งคันดังกล่าวจนเกิดโศกนาฎกรรมขึ้น ส่วนรถทหารคันก่อเหตุได้หักหลบลงไปริมขอบถนน และก็ได้ขับหนีต่อไป

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ด่านขุนทด อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

อาน้ำอ้อย อัพเดทอาการ ปอ ทฤษฎี ภาวนาปอดขวาอย่าเป็นอะไรอีกเลย

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NC8xOTIwNzUwLzMuanBn

อาน้ำอ้อย  เปิดเผยอาการปอ ทฤษฎี หลังผ่าตัดปอดซ้ายออก บอกเหลือปอดข้างเดียวยังใช้ชีวิตได้ในอนาคต  

(25 ธ.ค.)  อาน้ำอ้อย ศรมนตรา เปิดเผยว่า “ตั้งแต่เมื่อวานหลังเข้ารับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้วเราก็ยังไม่ทราบความคืบหน้าอะไรมากเท่าที่ควร เนื่องจากทีมแพทย์ยังไม่ได้ระบุให้ทราบชัดเจนว่าผลออกมาเป็นอย่างไร แต่เท่าที่อาคิดทุกอย่างก็น่าจะยังทรงตัวอยู่ อีกอย่างตอนนี้ทางแพทย์เองก็คงต้องการให้ปอเขาได้พักให้เต็มที่ด้วยเนื่องจากเมื่อวานเป็นการผ่าตัดใหญ่ ดังนั้นก็อาจจะต้องเฝ้าดูอาการกันอย่างใกล้ชิดอีก 2 – 3 วัน โดยประมาณ”

“สำหรับญาติทุกคนตอนนี้ยังไม่มีใครมีโอกาสได้เจอปอด้านในห้อง CCU ทุกคนทำได้แค่เฝ้าดูอยู่บริเวณหน้าห้องเท่านั้น ยังไม่เห็นปฏิกิริยาการตอบสนองใดๆ ของปอเลย แต่ตลอดวันนี้ เห็นว่ามีแพทย์บางท่านเข้าไปตรวจดูอาการอยู่เรื่อยๆ”

“ในส่วนของแนวโน้มและรายละเอียดต่างๆ จากทางแพทย์เกี่ยวกับอาการของปออาคิดว่าถ้าไม่เย็นนี้ก็คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้เลยที่ทุกคนอาจจะได้ทราบความคืบหน้ากัน คืออาอยากให้ฟังทุกอย่างแบบแน่ชัดจากรายละเอียดของแพทย์ดีกว่า แต่เท่าที่อาสังเกตจากสีหน้าคุณหมอก่อนผ่าตัดก็สีหน้าแบบหนึ่ง หลังผ่าตัดก็สีหน้าดีขึ้นอีกแบบหนึ่งครับ”

“สำหรับอาการข้างเคียงหลังจากที่ต้องเหลือปอดแค่ข้างเดียวนั้น เท่าที่อาอ่านข้อมูลมาและรับฟังจากหลายๆ คนที่เขามีประสบการณ์แบบนี้โดยตรง บางคนเขาก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ 20 – 30 ปี แต่อาจจะออกลังกายมากไม่ได้เพราะจะหอบไวเท่านั้นเอง ซึ่งเท่าที่อารู้จักกับปออาคิดว่าเขาต้องออกกำลังแน่นอน แต่เราก็ต้องดูกันอีกว่าร่างกายเขาจะฟื้นฟูเต็มที่จากการพักฟื้นมากแค่ไหนหลังจากที่ออกจากห้อง CCU”

“ส่วนเรื่องโรคหอบอะไรต่างๆ นั้น ณ ตอนนี้เราคงยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาสมควรทางแพทย์เขาก็คงแจ้งเองว่าวิธีการต่างๆ ที่ปอเขาจะต้องดูแลตัวเองในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง”

“ถามถึง ปอดด้านขวา ที่เหลืออยู่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังเชื้ออยู่เรื่อยๆ และเราเองก็ภาวนาตลอดว่าจะให้เขาปลอดเชื้อโดยไว รวมถึงกลับมาเป็นปกติเร็วๆ ครับ”

“กำลังใจของโบว์และครอบครัวตอนนี้เต็มที่มาก ทุกคนมีกำลังใจ ทุกคนรวมพลังกันแบบมหาศาลในการให้กำลังใจปอ ที่สำคัญอาต้องขอบคุณทุกคนมากๆ ที่คอยติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเรามาโดยตลอด เราก็หวังว่าเมื่อถึงเวลาที่ปอแข็งแรงเขาจะได้ออกมาขอบคุณผู้ที่เป็นห่วงเป็นใยเขาด้วยตัวเอง เราเฝ้ารอวันนั้นครับ”

“กรณีลูกบุญธรรมที่ออกมาให้กำลังใจปอนั้น เขาเป็นน้องจากโครงการศุภนิมิตที่ปอดูแลมาประมาณ 7 ปีแล้ว เนื่องจากปอเขาคิดอยู่ตลอดว่าเขาอยากจะช่วยเหลือและดูแลเด็กๆ เขาเต็มที่มาโดยตลอด”

“วันปีใหม่ที่จะถึงนี้ถ้าครอบครัวเราขอพรได้เราก็อยากจะขอให้ปอกลับมาเป็นปกติโดยไว ให้เขาได้ลุกขึ้นมาหายใจด้วยตนเอง มีสติ มีกำลังกาย และใช้ชีวิตที่สมบูรณ์อีกครั้ง แม้จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างแต่อาเชื่อว่าปอเขาจะต้องเข้มแข็ง ส่วนเรื่องของการสวดมนต์ข้ามปีตอนนี้ก็ยังวางแผนกันอยู่ แต่คุณแม่และโบว์เขาเฝ้าปอที่นี่ก็น่าจะสวดข้ามปีกันที่นี่”

“ในส่วนของวันพรุ่งนี้ที่มะลิและโบว์เดินทางไปร่วมงานแทนในนามพ่อปอจะมีการให้สัมภาษณ์หรือไม่นั้น คือโบว์เคยบอกกับอาไว้ว่าทันทีที่ปอลุกขึ้นมาแข็งแรงออกจากห้อง CCU ไปอยู่ห้องพักฟื้นได้เมื่อไหร่โบว์ก็จะออกมาพูดกับทุกคนเอง สำหรับวันนี้อาก็ขอให้เราทุกคนรอคำชี้แจงจากทางแพทย์ก่อนดีกว่า แต่ว่าพรุ่งนี้เราก็ไปเจอน้องมะลิพร้อมกันนะครับ”

คำขวัญวันเด็ก ปี 2559 จากนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE5ODQ2LzMuanBn

คำขวัญวันเด็กปี 2559 จากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  

ใกล้จะถึงวันเด็กแห่งชาติ ตรงกับเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม และเป็นประจำเหมือนเช่นทุกปีที่นายกรัฐมนตรีจะได้มอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กๆ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญและเป็นอนาคตของชาติ

โดยในปี 2559 นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบคำขวัญวันเด็กปี 2559 เป็นการเขียนด้วยลายมือมีข้อความดังนี้

“เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต”  

ผวาคนชุดเหลืองโผล่หลอนกลางดึก หมุนเสา-ยืดหดตัวได้

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE4NjM4LzUuanBn

(22 ธ.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพและข้อมูลจากเว็บไซต์พันทิปดอทคอม หลังจากมีผู้เข้ามาตั้งกระทู้ที่มีชื่อว่า “กลางดึกเจออย่างนี้หัวใจจะวายนะ” โดยคุณมณีปุรา ได้เปิดเผยเรื่องราวว่า ญาติของตนเองทำงานไม่เป็นเวลา โดยจะเป็นกะเปลี่ยนไป เช้าบ่าย ดึก

ซึ่งก่อนเกิดเหตุญาติได้เข้ากะดึก ในเวลา 01.00 น. ก็ขับรถออกจากบ้านปกติ โดยขับรถไปช้าๆ และเล่นมือถือไปด้วย เมื่อใกล้ถึงทางสามแพร่งในซอยบ้าน สังเกตเห็นสีเหลืองผ่านตา เลยสาดไฟสูงใส่ และด้วยความสงสัยจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวีดีโอไว้

ภาพที่เห็นใน คลิปที่ 1 คือ เป็นเด็กผมรุงรัง รูปร่างมอมแมม มือจับเสาแล้วหมุนไปมา ตอนที่ขับรถผ่านก็เหมือนจะกระโจนเข้าใส่รถ ญาติกลัวมากจึงเหยียบคันเร่งหนี และไม่กล้าหันไปดู ก่อนจะรีบขับไปทำงาน และส่งให้เพื่อนๆ ดู บางคนว่าเป็นผี บางคนว่าเป็นคนสติไม่สมประกอบ

แต่เนื่องจากรู้สึกไม่ค่อยดี เมื่อทำงานไปได้ 2 ชั่วโทงกว่า จึงลางานกลับบ้านเพราะไมเกรนขึ้น เมื่อเวลา 03.00 น. และต้องผ่านไปหยุดเดิมอีกครั้ง จึงเตรียมมือถือไว้ถ่ายคลิป ก็พบว่าเด็กชุดเหลืองคนดังกล่าวยังอยู่จุดเดิม แต่ไม่ได้หมุนแล้ว คราวนี้เด็กคนดังกล่าวตัวสูงขึ้น และก็ตัวหด ด้วยความกลัวญาติจึงขับรถกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

โดยสถานที่ดังกล่าวคือ ซอยย่อยโรงไฟฟ้า อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งญาติขับรถผ่านบริเวณดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ และเมื่อไปถามร้านชำและบ้านคนที่อยุ่บริเวณดังกล่าว ก็ไม่มีใครเคยเห็นเด็กชุดเหลืองในคลิปมาก่อน โดยเหตุการณ์ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ จึงตัดสินใจมาตั้งกระทู้สอบถาม เผื่อมีคนรู้จักเด็กในคลิปดังกล่าว

ทั้งนี้ กระทู้ดังกล่าวได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ว่าเป็นคนแน่นอน โดยอาจจะเป็นคนเมา หรือเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีตัวเล็กก็เป็นได้ ขณะที่คลิปที่ 2 ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ไม่ใช่การยืดหด แต่เป็นการดึงเสื้อขึ้นเลยหัวแล้วปล่อยลงทันที แต่อย่างไรก็ตาม การต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้กลางดึก เป็นใครก็ต้องตกใจกลัว

ตะครุบแล้ว 1 ผู้ต้องหา ทีมสังหารถล่มนักธุรกิจมาเลย์ดับคาเบนซ์ จ้างเก็บ 1 ล้าน

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE4NDk0L2NkY3YuanBn

เมื่อเวลา 14.00 น. (21 ธ.ค.) จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มนาย ลี อา ฮาน นักธุรกิจชาวมาเลเซียเสียชีวิต ขณะขับขี่รถยนต์เบนซ์ บนถนนกาญจวนิช ในพื้นที่บ้านคลองปอม ม.8 ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ โดยมีนางมยุรี ทิพย์มณี อายุ 42 ปี สัญชาติมาเลเซีย ภรรยาของผู้เสียชีวิต ซึ่งนั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา

ล่าสุด พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา แถลงจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้ว 1 ราย คือ นางสาวนงเยาว์ ชำนินวล อายุ 41 ปี ชาว ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ตามหมายจับศาลมณฑลทหารบกที่ 42 พร้อมของกลางรถยนต์กระบะอีซูซุสีดำ หมายเลขทะเบียน บบ-7258 ชุมพร จำนวน 1 คัน เงินสด 60,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยให้การรับสารภาพ

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,ร่วมกันพยายามฆ่า,และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย,พาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนพกพาติดตัว

พล.ต.ท.วีรพงษ์กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหารายนี้แล้ว ยังมีการพิสูจน์ทราบผู้ร่วมขบวนการได้ทั้งหมดและได้ออกหมายจับแล้ว ประกอบด้วย 1.นายอภิชล หรือ สายชล แซ่โล้ว ผู้จ้างวาน 2.นายชินพัฒน์ หรือยุทธ พิทักษ์ไทย คนขับรถให้มือปืน 3.นายเอกพล หรือ นพ อินทร์แก้ว มือปืน 4.นายยุทธศักดิ์ หรือ อู๊ด กล้ามาก คนขับรถนำรถมือปืน และ 5. นายธนเดช เงียนตั๊น คนขับรถตามรถผู้ตายและรับมือปืนหลังยิงเสร็จ โดยมีรายงานค่าจ้างสังหารนักธุรกิจรายนี้กว่า 1 ล้านบาท

สำหรับชนวนการสังหารนักธุรกิจรายนี้นั้น นางสาวนงเยาว์ให้การอ้างว่าเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อและยังไม่ตัดประเด็นการสังหารอื่นๆ ทิ้ง โดยยังมีการสืบสวน สอบสวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ตายเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมานาน สำหรับคดีนี้นั้นเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน 15 วัน จนพิสูจน์ทราบเครือข่ายทั้งหมด และได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน จับกุมได้ 1 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 5 คน

แม็กซ์ ข้าคือพ่อของเจ้า! มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก พร้อมลูกสาว ร่วมแจมต้อนรับสตาร์วอร์ส

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE3MjcwLzMuanBn

ภาพถ่ายแม็กซิม่า ชาน ซักเกอร์เบิร์ก ลูกสาวผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กอย่างมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ในชุดเจไดพร้อมของเล่นที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ วอร์ส ณ ปาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 Mark Zuckerberg

ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและคุณพ่อมือใหม่อย่างมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ได้เผยแพร่ภาพแม็กซ์หรือแม็กซิม่าชานซักเกอร์เบิร์กลูกสาวที่เพิ่งคลอดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่อยู่ในชุดเจได เพื่อต้อนรับการกลับมาของภาพยนตร์ภาคต่อของสตาร์วอร์สอย่าง สตาร์วอร์ส เอพพิโสด 7: อุบัติการณ์แห่งพลัง อย่างเป็นทางการ

เมื่อเช้าที่ผ่านมา เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก วัย 31 ปี ได้ร่วมแชร์ภาพถ่ายของเจไดแม็กซ์ที่กำลังมองบนห้อมล้อมด้วยตุ๊กตาดาร์ธเวเดอร์ บีบีเอท และชิวแบคคา พร้อมด้วยไลท์เซเบอร์จิ๋วที่เล็กยิ่งกว่าที่เหล่าพาดาวันใช้ฝึก แถมคำบรรยายใต้ภาพว่า “พลังสถิตแรงในตัวเจ้า” (The force is strong with this one.)

ภาพถ่ายเจไดแม็กซ์นี้ได้รับการกดไลค์กว่า 1,536,850 ไลค์พร้อมกับยอดแชร์ 30,170 ครั้งในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ทั้งนี้ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก และพริสซิลลา ชาน ภรรยา ได้เปิดตัวแม็กซ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งทั้งคู่ประกาศยกหุ้นเฟซบุ๊ก 99 เปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ให้การกุศล (คิดเป็นเงินประมาณ 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) พร้อมระบุว่าเป็นการทำเพื่ออนาคตของลูกที่จะได้เติบโตบนโลกที่สวยงามกว่าปัจจุบัน

เจ้าของเคาะห้องเก็บค่าเช่า แง้มประตูเจอคราบเลือด-เท้าศพโผล่

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE2NTk4L2Rld2NkLmpwZw==

เจ้าของห้องเช่าเคาะห้องเรียกเก็บเงิน ไม่มีเสียงตอบ แง้มประตูเจอคราบเลือด เท้าศพโผล่ออกจากห้องน้ำ คาดซึมเศร้าฆ่าตัวตาย

(17 ธ.ค.) เวลา 10.50 น. พ.ต.อ.สม วาโย พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตในห้องพัก หมายเลข 106 ต.สามพร้าว

ที่เกิดเหตุเป็นหอพัก 3 ชั้น ที่เกิดเหตุเป็นอยู่ชั้นที่ 1 มีชาวบ้านมามุงดูจำนวนมาก ตำรวจยังไม่สามารถเปิดประตูได้ เพราะถูกล็อคกลอนประตูจากด้านใน ตำรวจจึงตัดสินใจพังประตูเข้าไป ภายในห้องเครื่องปรับอากาศ ทีวี ยังเปิดทิ้งไว้ เงินสด 2,440 วางอยู่โต๊ะใต้ทีวี พบรอยเลือดทั่วพื้นห้องพัก

ภายในห้องน้ำพบศพนายคริสเตียน อายุ 52 ปี ชาวฝรั่งเศส เจ้าของห้องพัก สภาพเปลือยกายนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด มีเศษแก้ว และแก้วแตกเป็นปากฉลามตกเกลื่อนในห้องน้ำ แว่นสายตาวางอยู่บนฝาชักโครก จากการชันสูตรพบลำคอด้านซ้ายมีรอยบาดจากของมีคม เป็นบาดแผลฉกรรก์ ยาวประมาณ 3 นิ้ว ท่อนแขนซ้ายมีบาดแผลกรีดด้วยของมีคม นิ้วโป้งขวามีรอยบาดจากของมีคม เสียชีวิตมากกว่า 6 ชม. เนื่องจากเสียเลือดมาก

จากการสอบสวน นางวารุณี อายุ 28 ปี เจ้าของหอพัก ให้การว่า ผู้ตายมาเช่าห้องเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยเช่าเป็นรายวัน เมื่อวานผู้ตายมาขอย้ายห้องพักมาเป็นรายเดือน และนัดจ่ายเงินเมื่อวานนี้ แต่เห็นผู้ตายออกไปทำธุระจึงไม่ได้ทวงถามเอาเงินค่าเช่า พอวันนี้จึงมาเคาะประตูห้องเพื่อทวงถามเงินค่าเช่า แต่ผู้ตายไม่ตอบและเงียบไป จึงได้โทรตามแฟนผู้ตายมาเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ

ตนจึงนำกุญแจสำรองมาเปิดห้อง แต่ติดตรงใส่กลอนประตูจากด้านด้านในเปิดไม่ได้ แต่ส่องมองเห็นคาบเลือดเปื้อนเต็มพื้นห้อง และเห็นเท้าผู้ตายโผล่ออกมาจากห้องน้ำ จึงแจ้งตำรวจพังประตูเข้าไป พบว่าเสียชีวิตในห้องน้ำ

ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในหอพัก พบว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม พบผู้ตายมาถึงหอพัก แล้วยืนสูบบุหรี่ตรงรั้วหน้าห้องพักตัวเอง และมีทักทายกับผู้เช่าหอพักตามปกติ จากนั้นก็เดินไปไขกุญแจเข้าไปในห้องพัก แล้วไม่ออกมาอีกเลย กระทั่งมาพบเป็นศพดังกล่าว

ด้าน นางอภิญญา อายุ 52 ปี แฟนผู้ตายให้การว่า ผู้ตายเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยประมาณ 3 ครั้ง แต่ตนพึ่งคบหาดูใจกับผู้ตายได้ประมาณ 1 เดือน ก่อนเกิดเหตุ เช้าเมื่อวานนี้ผู้ตายได้ไปร่วมงานบุญเลี้ยงพระฉลองที่หลานสาวของตนได้ซื้อที่ดินใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากหอพักผู้ตายประมาณ 800 เมตร ประมาณ 14.00 น. ผู้ตายได้ขอตัวกลับแล้วไม่พบกันอีกเลยกระทั่งวันนี้

ปกตินิสัยผู้ตายเป็นคนคิดมาก เคยเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่และพี่ชายเสียชีวิตหมดแล้ว เหลือแต่ตัวเองเพียงคนเดียว รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว เห็นครอบครัวของตนมีความสุข มีญาติพี่น้องจำนวนมากที่ยังไปมาหาสู่และดูแลกันเป็นอย่างดี น่าจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ผู้ตายได้ขอตนแต่งงาน ตนก็ได้ตอบตกลงและบอกว่าไปว่าพร้อมตอนไหนก็มาสู่ขอได้ ไม่คิดว่าผู้ตายจะคิดสั้นมาฆ่าตัวตายเสียก่อน

ด้านพ.ต.อ.สม วาโย พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทรัพย์สินผู้ตายยังอยู่ครบ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ยืนยันได้ว่าไม่มีใครมาหาผู้ตาย ขณะเกิดเหตุผู้ตายอยู่ตามลำพัง สันนิษฐานว่า ผู้ตายรู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเหว่ และซึมเศร้า เลยตัดสินฆ่าตัวตาย ด้วยการทุบแก้วนำมาปาดคอและข้อมือเพื่อฆ่าตัวตาย

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ไม่ใช่การฆาตกรรม แต่เป็นการฆ่าตัวตาย จึงนำศพไปเก็บไว้ที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อแจ้งสถานฑูตดำเนินการต่อไป

ลำปางแชร์ว่อน อ้างเจ้าพ่อขุนตานประทับร่าง ตำหนิคนงานลบหลู่

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE2MTM4LzQuanBn

(12 ธ.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะชาว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง หลังจากมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอที่มีชื่อว่า “พญาเบิกมาเข้าคนงานก่อสร้างชาวอีสาน ขนลุกมาก!!” โดย คุณ Korakot Chainutthinun ได้โพสต์ข้อความว่า

“15 ธันวาคม 58 เหตุการณ์ในคลิป คนงานพบว่าเพื่อนร่วมงานมีอาการแปลกๆ จึงเข้าไปดู แต่ต้องช็อกหนัก เพราะร่างนั้นไม่ใช่ตัวเค้าแต่กลับเป็น พญาเบิกที่มาเข้าคนงานก่อสร้างชาวอีสาน ที่มาก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน ไปชมคลิปเลย”

ในคลิปเผยให้เห็นชายผิวคล้ำ สวมเสื้อสีเขียว กางเกงขายาวสีดำ ได้เดินไปมา ทำใบหน้าเคร่งขรึมและพูดจาเสียงดัง โดยได้เดินอยู่หน้าอนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน ประดิษฐานอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์เจ้าพ่อขุนตาน ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางเข้าบ้านห้วยเรียน และอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร

โดยชายคนดังกล่าว พูดจาคล้ายกับคำพูดของคนในอดีต และได้กล่าวตำหนิต่อบางสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ขณะนี้มีคนงานเข้าไปปรับภูมิทัศน์ และเทพื้นคอนกรีตรอบที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน

ชายคนดังกล่าว ได้เดินไปเดินมาและพูดว่า “ผ่านมา 700 กว่าปี ที่รักษาไว้ แต่มีคนมาทำบ้านกูฉิบหาย ซึ่ง 700 กว่าปีมาแล้ว นี่คือบ้านเมืองของกู อนุสาวรีย์ของกูมีทั่วไป แต่ที่นี้เป็นที่สู้รบของกู บ้านเมืองนี้กูสร้างมาให้ลูกหลาน แต่พวกเจ้าต้องมีกิริยาที่ดี เพราะบริวารกูไม่ได้ดีทุกตัวตน ถ้าเจออะไรของกูขึ้นมา อย่าได้เก็บไปเด็ดขาด

ถ้าเก็บของกูไปแล้ว ต้องเอาชีวิตมาแทน เพราะกูเอามาหลายชีวิตมนุษย์แล้ว สำเร็จเสร็จดีเมื่อใด พวกเจ้าจะต้องทำตามที่กูบอก ให้บริวารกูได้กิน เมื่อก่อนนี้บริเวณนี้ไม่ใช่แบบนี้ กูต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ดีสบาย หากพวกเจ้ารู้บุญรู้คุณ และมาจากต่างอื่นต่างแดนใดจะต้องสำรวมกายอินทรีย์ไว้ วาจาจะต้องดีที่สุด”

และ “กูอยากมา กูก็มาได้ เพราะนี่คือร่างทรงของกู พวกเจ้าทำสำเร็จดีเมื่อใด ทำตามที่กูว่าไว้นั้น บริวารกูจะได้กิน พวกเจ้าก็จะอยู่ดีสบาย และมีโชคมีชัย” ซึ่งหลังจากที่พูดเสร็จ ชายในภาพก็ได้เดินเอามือไพล่หลังแล้วใช้มือขวาแตะฐานอนุสาวรีย์ ก่อนที่จะล้มลงนอนหงายกับพื้น

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายคนมีความเชื่อว่า น่าจะเป็นวิญญาณของเจ้าพ่อขุนตาน ที่ทรงประทับร่างทรงในร่างชายคนดังกล่าว และออกมาตำหนิถึงพฤติกรรมของคนงานก่อสร้าง ที่กำลังปรับภูมิทัศน์ภายในสถานที่ดังกล่าว ว่าอาจจะพูดจาลบหลู่ หรือพูดไม่สุภาพ ทำให้องค์ท่านได้ประทับร่างทรงลงมาตำหนิ และให้นำเครื่องสักการะมาขอขมา

ญาติแค้นหวิดประชาทัณฑ์ ทำแผนคดีดังรุมฆ่าเมืองกาญจน์

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE1NDE0L25ld3MxMS5qcGc=

ตำรวจคุมตัว ไอ้มอส-ไอ้ต้น ผู้ต้องหารุมฆ่าหนุ่มวัย 19 คดีดังเมืองกาญจน์ ทำแผนแต่เช้าตรู่ ชาวบ้าน-ญาติลุกฮือ หวิดโดนประชาทัณฑ์

(15 ธ.ค.) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีและชุดสืบสวน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบ ได้ควบคุมตัว 2 ใน 6 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ล่าสุดในคดีสะเทือนขวัญรุมทำร้ายและฆ่า นายกฤษฎา อายุ 19 ปี มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุ ท่ามกลางการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุวุ่นวาย เนื่องจากมีชาวบ้านให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

จุดเกิดเหตุบริเวณหน้าร้านอาระเบียน ริมถนนแสงชูโต เจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นายมอส อายุ 25 ปี และ นายต้น อายุ 23 ปี มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยทำการชี้จุดต่างๆ และจุดที่ก่อเหตุใช้ตุ๊กตาปูนทุ่มใส่ศีรษะเหยื่อ เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ก่อนที่จะหลบหนีลัดเลาะตามแนวตะเข็บป่าเป็นเวลาหลายวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ค่อนข้างตีงเครียด เนื่องจากประชาชนในความสนใจมุงดูจำนวนมาก รวมทั้งแม่และยายของผู้เสียชีวิต ที่ทำได้แต่ยืนร้องไห้สะอื้นดูการทำแผนครั้งนี้ ขณะที่ชาวบ้านและญาตผู้เสียชีวิตต่างตะโกนสาปแช่งผู้ต้องหาอยู่ตลอดเวลา

การทำแผนประกอบคำรับสารภาพต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เจ้าหน้าที่จึงรีบควบคุมตัว 2 ผู้ต้องกลับขึ้นรถตู้ แต่ระหว่างนั้นก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น เมื่อกลุ่มญาติและประชาชนต่างลุกฮือไล่ตามตัวผู้ต้องหา เพื่อจะเข้าไปทำร้ายประชาทัณฑ์ เจ้าหน้าที่จึงต้องขัดขวางและรีบออกจากพื้นที่โดยเร็ว