น1.ยึดใบขับขี่ 60 วัน ชายคลั่งขวางจราจรรัชดาฯ

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ny8xOTM2MzYyL25ld3MwNy5qcGc=

“พล.ต.ท.ศานิตย์” สั่งยึดใบขับขี่หนุ่มคลั่ง จอดรถขวางถนนหน้าบิ๊กซีรัชดา 60 วัน ล่าสุดได้รับการประกันตัวไปแล้ว

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงกรณีคลิปชายคลั่งจอดรถขวางการจราจร หน้าห้างบิ๊กซี รัชดาภิเษก ว่า ทราบชื่อคือ นายศักดิ์สุริยา อายุ 33 ปี ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวนสืบสวนและจะนำตัวส่งฟ้องศาลต่อไป โดยจากการตรวจสอบวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 133 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ผู้ขับขี่เมาสุราต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามกฎหมาย

ทั้งนี้จากการตรวจปัสสาวะไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมแจ้ง 3 ข้อหาคือ ทำให้เสียทรัพย์เนื่องจากถีบรถยนต์คันอื่นได้รับความเสียหาย ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และเมาแล้วขับ และจะยึดใบขับขับขี่ไว้เป็นเวลา 60 วัน ยืนยันการดำเนินการต้องยุติธรรมกับทุกฝ่ายทั้งผู้ได้รับความเสียหายและผู้ก่อเหตุ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่าได้ให้การประกันตัวไปเรียบร้อยแล้ว โดยใช้วงเงินประมาณ 50,000 บาท

Advertisements

รวบ 2 คดีแท็กซี่โจร ชิงทรัพย์-ล่วงละเมิดทางเพศผู้โดยสาร

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ni8xOTMyNzE0L2Njcy5qcGc=

ตำรวจสืบสวนสน.ดินแดงรวบโชเฟอร์แท็กซี่ประวัติโชกโชนชิงทรัพย์มาแล้ว 9 ครั้ง รับสารภาพเลือกรับเหยื่อตามสถานบริการที่มีอาการมึนเมา อีกคดีรวบโชเฟอร์แท็กซี่ล่วงละเมิดทางเพศผู้โดยสาร

(17 ม.ค.) ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ดินแดง จับนายจีระวัฒน์ สิงโสดา อายุ 36 ปี พร้อมของกลางสร้อยเงิน แหวนเงิน กระเป๋าสตรี และเอกสารสำคัญของผู้เสียหาย หลังผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ว่าถูกโชเฟอร์แท็กซี่ก่อเหตุชิงทรัพย์ย่านดินแดง ตำรวจจึงได้ติดตามเบาะแสคนร้าย พบว่านำบัตรเครดิตของผู้เสียหายไปใช้จ่ายค่าน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน ย่านถนนราชพฤกษ์ รวม 5 ครั้ง จึงติดตามจับกุมได้ที่ อพาร์ทเม้นต์ ในซอยอุดมสุข 22 เขตบางนา เมื่อวันที่ 15 มกราคม

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่าผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ออกตระเวนรับเหยื่อตามสถานบริการ ในเวลากลางคืนเนื่องจากเหยื่อจะอยู่ในอาการมึนเมา ส่วนทรัพย์สินที่ได้ บางส่วนจะแบ่งให้เพื่อนด้วย และเคยก่อเหตุมาแล้วทั้งหมด 9 ครั้ง โดยก่อเหตุทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหาเคยก่อเหตุยักยอกทรัพย์ ในพื้นที่ สภ.พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

ด้านนางสาวสุภาวดี ประสบโชค ผู้เสียหาย เล่าว่า โดยสารรถแท็กซี่ของนายจีระวัฒน์ จากร้านอาหารย่านพระราม 9 เพื่อกลับห้องพัก ย่านดินแดง แต่เมื่อใกล้ถึงห้องพัก นายจีระวัฒน์ ได้จอดรถ และลงมากระชากเอาทรัพย์สิน ก่อนหลบหนีไป

นอกจากนี้ ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ดินแดง จับนายอาคม ชินดา อายุ 38 ปี หลังก่อเหตุ ล่วงละเมิดทางเพศ ผู้โดยสารหญิงเมื่อวัน ที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ขณะโดยสารจากสถานบันเทิงย่านซอยนานา เมื่อเห็นว่าผู้โดยสารมีอาการมึนเมาจึงก่อเหตุ และจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงนำตัวนายอาคม ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว จึงไม่ได้นำตัวมาแถลงในวันนี้

มือฆ่าสาวหมกห้องพักมอบตัว แค้นถูกตุ๋นอ้างเป็นแพทย์หญิง

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4Ni8xOTMwMzEwLzguanBn

จากกรณี เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา พบศพนางอำพร อายุ 42 ปี ถูกฆ่าตาย ศพถูกทิ้งไว้ภายในห้องพักเลขที่ 8 ห้องพักเหมียว หมู่ 2 ต.ตลาดขวัญ อ.ดอยสะเก็ด ที่เกิดเหตุพบเสื้อกาวน์ปักหน้าอกว่า พญ.พรเพ็ญ และเสื้อครูโรงเรียนปักชื่อเดียวกันอีก 1 ตัว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฆ่าโหดสาวหมกห้องพัก เจอเสื้อกาวน์พญ.-ครู ปักชื่อ “พรเพ็ญ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายบุญเรือง อายุ 61 ปี ได้เดินทางเข้ามอบตัว หลังตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.5/59 ลงวันที่ 11 ม.ค.ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หลังการรับมอบตัว ได้มีการนำตัวไปสอบปากคำและทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

จากการสอบสวน นายบุญเรือง ให้การภาคเสธ โดยรับสารภาพว่าฆ่านางอำพร เพราะไม่ได้ตั้งใจ โดยเริ่มแรกรู้จักนางอำพร ผู้ตายอ้างว่าเป็นหมอ และทั้งคู่ก็พบรักกันก่อนเกิดเหตุทั้งสองคนตกลงกันว่าจะแต่งงานกัน โดยนางอำพรอ้างว่าพ่อแม่ไม่ชอบให้แอบคบกันต้องให้ผู้ใหญ่รับรู้

โดยบอกให้ฝ่ายชายหาเงินเยอะๆ แต่นายบุญเรืองบอกว่ามีแค่ 50,000 บาท นางอำพรบอกว่าไม่พอ ให้ไปหาเพิ่ม นายบุญเรืองก็หามาได้ 65,000 บาท แต่เมื่อได้เงินมาแล้ว นางอำพรไม่ยอมพาไปหาพ่อแม่ แต่พาเที่ยวไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมาเปิดห้องพักแห่งนี้เมื่อค่ำวันที่ 7 ม.ค.

ระหว่างนั้นนายบุญเรืองถอนสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาทไว้บนหัวเตียงก่อนนอนหลับ และสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ยินนางอำพร คุยกับผู้ชายให้ขายทองหนัก 3 บาท นายบุญเรืองก็มาตรวจสอบพบว่าสร้อยทองหายไป จึงเกิดการทะเลาะกับนางอำพร และมีการค้นของนางอำพร ก็พบเสื้อแพทย์หญิง เสื้อผู้อำนวยการโรงเรียน

นายบุญเรืองก็สงสัยและคิดว่าถูกต้มแน่นอน จึงเกิดการโต้เถียงและถูกด่าบุพการี พร้อมกับถูกนางอำพรถีบจนล้ม จึงโมโหคว้าก้อนหินที่วางไว้ในห้องฟาดนางอำพร จากนั้นนางอำพรก็หยิบมีดออกมาต่อสู้ จึงเกิดการแย่งอาวุธและนายบุญเรือง แย่งได้จึงแทงนางอำพรจนตาย ก่อนหลบหนีไป

เบื้องต้น หลังทำแผนในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายบุญเรือง ไปฝากขังไว้ที่ สภ.ดอยสะเก็ด และไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาเคยต้องคดีกระทำอนาจารเด็กบนรถโดยสาร เคยถูกดำเนินคดีและพ้นโทษมาแล้ว และมีคดีอนาจาร รวมถึงคดีเกี่ยวกับทรัพย์อีกหลายคดี

ศพสาวปริศนาเผานั่งยาง ตร.ไร้ข้อมูล เร่งแกะรอยจากกุญแจรถ

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI4OTUwL25ld3MwOS5qcGc=

ตร.เร่งแกะปม-ตามหาตัว สาวปริศนาถูกเผานั่งยาง ป่าละเมาะที่มหาสารคาม คาดถูกล่อลวงมาฆ่า สืบเบาะแสจากกุญแจรถที่ตกอยู่

เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (10 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ได้รับแจ้งเหตุพบกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกบางส่วน คล้ายกับชิ้นส่วนมนุษย์ อยู่บริเวณป่าละเมาะทางด้านทิศตะวันออกของบ้านขวาทุ่ง ต.ภารแอ่น อ.พยัคฆภูมิพิสัย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ป่ารกร้าง พบกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกบางส่วน เบื้องต้นพบว่าเป็นศพผู้หญิง อายุราวๆ 30-35 ปี อีกทั้งยังพบยกทรงชั้นในตกอยู่ รวมทั้งกุญแจรถจักรยานยนต์และเศษยางรถที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาอำพรางศพ คาดว่าน่าจะเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 4-5 วันแล้ว

ทั้งนี้จากการสอบสวนชาวบ้านละแวกดังกล่าว ไม่พบข้อมูลใดๆ ที่เชื่อมโยงกับศพผู้หญิงถูกเผาอำพรางครั้งนี้ ไม่มีรายงานบุคคลสูญหายในพื้นที่ จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นเหตุล่อลวงมาจากพื้นที่อื่นและฆาตกรรมอำพรางในพื้นที่นี้

นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านแจ้งว่า เมื่อหลายวันก่อนพบเห็นชายวัยกลางคน อายุราวๆ 40 ปี หาซื้อน้ำมันไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเร่งสืบสวนหาข้อมูลคนหายในพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งติดตามเบาะแสจากกุญแจรถจักรยานยนต์ที่ตกอยู่ต่อไป

การ์ดร้านอาหาร จ.ภูเก็ต รุมทำร้ายลูกค้า เหตุเมาถีบจักรยานยนต์

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NS8xOTI2NTMwL2R3ZXJiZ2guanBn

(6 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก YouLike คลิปเด็ด เผยแพร่คลิปจากกล้องวงจรปิด ที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ รวมพลังมัคคุเทศก์ไทย ต่อต้านไกด์เถื่อนต่างชาติ เป็นผู้โพสต์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์บริเวณหน้าร้านอาหารชื่อดัง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมระบุข้อความว่า เหตุเกิด ณ ร้านอาหารชื่อดังตัวเมืองภูเก็ต พนักงานร้านกระทืบลูกค้าที่เดินออกมาจากร้านโดยไม่มีสาเหตุ

โดยในคลิป มีชายเดินออกมาจากร้านในสภาพคล้ายมึนเมา ก่อนถูกกลุ่มชายที่ยืนอยู่หน้าร้านรุมทำร้ายร่างกาย และมีชายสวมเครื่องแบบคล้ายตำรวจยืนมอง

ด้าน พ.ต.ท.กิติพงษ์ คล้ายแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวิชิต เจ้าของพื้นที่เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีแล้ว เบื้องต้น ผู้เสียหายให้การว่า ในวันเกิดเหตุได้ดื่มเหล้า และพยายามพูดคุยกับสาวเสิร์ฟภายในร้าน แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงรู้สึกโกรธและออกมานอกร้าน ถีบรถจักรยานยนต์หน้าร้าน ซึ่งกลุ่มการ์ดร้านอาหารเห็นจึงเข้ามารุมทำร้าย

ทั้งนี้ ตำรวจได้สืบทราบตัวผู้ก่อเหตุในคลิปทั้งหมดแล้ว และจะเชิญตัวมาสอบสวนภายใน 1-2 วัน ส่วนชายที่แต่งกายคล้ายตำรวจในคลิป ยืนยันว่าไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของร้าน

รถทหารซิ่งแซงไม่พ้น ทำกระบะพุ่งชนเก๋ง 3 สาวดับสยอง

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4NC8xOTIyMjU4LzYuanBn

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 ธ.ค.) 15.00 น. สภ.หินดาด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุมีรถกระบะชนประสานงากับรถเก๋งส่วนบุคคล ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ที่เกิดเหตุบริเวณโรงงานแป้งเม่งเซ้ง ก่อนถึงตลาดห้วยบง ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด ถนนสายด่านขุนทด-ชัยบาดาล พบรถกระบะดีแมกซ์ ทะเบียน 1 ฒณ 363 กทม. พุ่งชนประสานงากับรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีดำ ทะเบียน 4 กฎ 6314 กทม.

ทำให้ผู้หญิง 3 คน ที่ขับขี่และโดยสารมาในรถเก๋งเสียชีวิตยกคัน คือ น.ส.บุศรา อายุ 25 ปี น.ส.สุภาภรณ์ อายุ 28 ปี และ น.ส.จิราพร อายุ 25 ปี เป็นคนขับ ส่วนรถกระบะคู่กรณีมีครอบครัว 4 คน พ่อแม่ และลูกอีก 2 คน ยังไม่ทราบชื่อนามสกุล

จากการสอบถามเบื้องต้น คนขับรถกระบะ ให้การอ้างว่า เนื่องจากรถเก๋งคู่กรณีนั้นได้มุ่งหน้าไปทาง อ.ชัยบาดาล และตนกำลังนำครอบครัวเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด

ขณะนั้นได้มีรถทหารสีเขียวขับแซงรถเก๋งคันดังกล่าวขึ้นมาทางช่องเลนของตน ตนก็ได้หลบไปชนกับรถเก๋งคันดังกล่าวจนเกิดโศกนาฎกรรมขึ้น ส่วนรถทหารคันก่อเหตุได้หักหลบลงไปริมขอบถนน และก็ได้ขับหนีต่อไป

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ด่านขุนทด อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

ตะครุบแล้ว 1 ผู้ต้องหา ทีมสังหารถล่มนักธุรกิจมาเลย์ดับคาเบนซ์ จ้างเก็บ 1 ล้าน

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE4NDk0L2NkY3YuanBn

เมื่อเวลา 14.00 น. (21 ธ.ค.) จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มนาย ลี อา ฮาน นักธุรกิจชาวมาเลเซียเสียชีวิต ขณะขับขี่รถยนต์เบนซ์ บนถนนกาญจวนิช ในพื้นที่บ้านคลองปอม ม.8 ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ โดยมีนางมยุรี ทิพย์มณี อายุ 42 ปี สัญชาติมาเลเซีย ภรรยาของผู้เสียชีวิต ซึ่งนั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา

ล่าสุด พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา แถลงจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้ว 1 ราย คือ นางสาวนงเยาว์ ชำนินวล อายุ 41 ปี ชาว ต.หนองไทร อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ตามหมายจับศาลมณฑลทหารบกที่ 42 พร้อมของกลางรถยนต์กระบะอีซูซุสีดำ หมายเลขทะเบียน บบ-7258 ชุมพร จำนวน 1 คัน เงินสด 60,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยให้การรับสารภาพ

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,ร่วมกันพยายามฆ่า,และร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย,พาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนพกพาติดตัว

พล.ต.ท.วีรพงษ์กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหารายนี้แล้ว ยังมีการพิสูจน์ทราบผู้ร่วมขบวนการได้ทั้งหมดและได้ออกหมายจับแล้ว ประกอบด้วย 1.นายอภิชล หรือ สายชล แซ่โล้ว ผู้จ้างวาน 2.นายชินพัฒน์ หรือยุทธ พิทักษ์ไทย คนขับรถให้มือปืน 3.นายเอกพล หรือ นพ อินทร์แก้ว มือปืน 4.นายยุทธศักดิ์ หรือ อู๊ด กล้ามาก คนขับรถนำรถมือปืน และ 5. นายธนเดช เงียนตั๊น คนขับรถตามรถผู้ตายและรับมือปืนหลังยิงเสร็จ โดยมีรายงานค่าจ้างสังหารนักธุรกิจรายนี้กว่า 1 ล้านบาท

สำหรับชนวนการสังหารนักธุรกิจรายนี้นั้น นางสาวนงเยาว์ให้การอ้างว่าเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อและยังไม่ตัดประเด็นการสังหารอื่นๆ ทิ้ง โดยยังมีการสืบสวน สอบสวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ตายเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมานาน สำหรับคดีนี้นั้นเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน 15 วัน จนพิสูจน์ทราบเครือข่ายทั้งหมด และได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน จับกุมได้ 1 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 5 คน

เจ้าของเคาะห้องเก็บค่าเช่า แง้มประตูเจอคราบเลือด-เท้าศพโผล่

aHR0cDovL3BlMS5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE2NTk4L2Rld2NkLmpwZw==

เจ้าของห้องเช่าเคาะห้องเรียกเก็บเงิน ไม่มีเสียงตอบ แง้มประตูเจอคราบเลือด เท้าศพโผล่ออกจากห้องน้ำ คาดซึมเศร้าฆ่าตัวตาย

(17 ธ.ค.) เวลา 10.50 น. พ.ต.อ.สม วาโย พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตในห้องพัก หมายเลข 106 ต.สามพร้าว

ที่เกิดเหตุเป็นหอพัก 3 ชั้น ที่เกิดเหตุเป็นอยู่ชั้นที่ 1 มีชาวบ้านมามุงดูจำนวนมาก ตำรวจยังไม่สามารถเปิดประตูได้ เพราะถูกล็อคกลอนประตูจากด้านใน ตำรวจจึงตัดสินใจพังประตูเข้าไป ภายในห้องเครื่องปรับอากาศ ทีวี ยังเปิดทิ้งไว้ เงินสด 2,440 วางอยู่โต๊ะใต้ทีวี พบรอยเลือดทั่วพื้นห้องพัก

ภายในห้องน้ำพบศพนายคริสเตียน อายุ 52 ปี ชาวฝรั่งเศส เจ้าของห้องพัก สภาพเปลือยกายนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด มีเศษแก้ว และแก้วแตกเป็นปากฉลามตกเกลื่อนในห้องน้ำ แว่นสายตาวางอยู่บนฝาชักโครก จากการชันสูตรพบลำคอด้านซ้ายมีรอยบาดจากของมีคม เป็นบาดแผลฉกรรก์ ยาวประมาณ 3 นิ้ว ท่อนแขนซ้ายมีบาดแผลกรีดด้วยของมีคม นิ้วโป้งขวามีรอยบาดจากของมีคม เสียชีวิตมากกว่า 6 ชม. เนื่องจากเสียเลือดมาก

จากการสอบสวน นางวารุณี อายุ 28 ปี เจ้าของหอพัก ให้การว่า ผู้ตายมาเช่าห้องเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยเช่าเป็นรายวัน เมื่อวานผู้ตายมาขอย้ายห้องพักมาเป็นรายเดือน และนัดจ่ายเงินเมื่อวานนี้ แต่เห็นผู้ตายออกไปทำธุระจึงไม่ได้ทวงถามเอาเงินค่าเช่า พอวันนี้จึงมาเคาะประตูห้องเพื่อทวงถามเงินค่าเช่า แต่ผู้ตายไม่ตอบและเงียบไป จึงได้โทรตามแฟนผู้ตายมาเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ

ตนจึงนำกุญแจสำรองมาเปิดห้อง แต่ติดตรงใส่กลอนประตูจากด้านด้านในเปิดไม่ได้ แต่ส่องมองเห็นคาบเลือดเปื้อนเต็มพื้นห้อง และเห็นเท้าผู้ตายโผล่ออกมาจากห้องน้ำ จึงแจ้งตำรวจพังประตูเข้าไป พบว่าเสียชีวิตในห้องน้ำ

ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในหอพัก พบว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม พบผู้ตายมาถึงหอพัก แล้วยืนสูบบุหรี่ตรงรั้วหน้าห้องพักตัวเอง และมีทักทายกับผู้เช่าหอพักตามปกติ จากนั้นก็เดินไปไขกุญแจเข้าไปในห้องพัก แล้วไม่ออกมาอีกเลย กระทั่งมาพบเป็นศพดังกล่าว

ด้าน นางอภิญญา อายุ 52 ปี แฟนผู้ตายให้การว่า ผู้ตายเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยประมาณ 3 ครั้ง แต่ตนพึ่งคบหาดูใจกับผู้ตายได้ประมาณ 1 เดือน ก่อนเกิดเหตุ เช้าเมื่อวานนี้ผู้ตายได้ไปร่วมงานบุญเลี้ยงพระฉลองที่หลานสาวของตนได้ซื้อที่ดินใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากหอพักผู้ตายประมาณ 800 เมตร ประมาณ 14.00 น. ผู้ตายได้ขอตัวกลับแล้วไม่พบกันอีกเลยกระทั่งวันนี้

ปกตินิสัยผู้ตายเป็นคนคิดมาก เคยเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่และพี่ชายเสียชีวิตหมดแล้ว เหลือแต่ตัวเองเพียงคนเดียว รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว เห็นครอบครัวของตนมีความสุข มีญาติพี่น้องจำนวนมากที่ยังไปมาหาสู่และดูแลกันเป็นอย่างดี น่าจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ผู้ตายได้ขอตนแต่งงาน ตนก็ได้ตอบตกลงและบอกว่าไปว่าพร้อมตอนไหนก็มาสู่ขอได้ ไม่คิดว่าผู้ตายจะคิดสั้นมาฆ่าตัวตายเสียก่อน

ด้านพ.ต.อ.สม วาโย พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทรัพย์สินผู้ตายยังอยู่ครบ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ยืนยันได้ว่าไม่มีใครมาหาผู้ตาย ขณะเกิดเหตุผู้ตายอยู่ตามลำพัง สันนิษฐานว่า ผู้ตายรู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเหว่ และซึมเศร้า เลยตัดสินฆ่าตัวตาย ด้วยการทุบแก้วนำมาปาดคอและข้อมือเพื่อฆ่าตัวตาย

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ไม่ใช่การฆาตกรรม แต่เป็นการฆ่าตัวตาย จึงนำศพไปเก็บไว้ที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อแจ้งสถานฑูตดำเนินการต่อไป

ลำปางแชร์ว่อน อ้างเจ้าพ่อขุนตานประทับร่าง ตำหนิคนงานลบหลู่

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE2MTM4LzQuanBn

(12 ธ.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะชาว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง หลังจากมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอที่มีชื่อว่า “พญาเบิกมาเข้าคนงานก่อสร้างชาวอีสาน ขนลุกมาก!!” โดย คุณ Korakot Chainutthinun ได้โพสต์ข้อความว่า

“15 ธันวาคม 58 เหตุการณ์ในคลิป คนงานพบว่าเพื่อนร่วมงานมีอาการแปลกๆ จึงเข้าไปดู แต่ต้องช็อกหนัก เพราะร่างนั้นไม่ใช่ตัวเค้าแต่กลับเป็น พญาเบิกที่มาเข้าคนงานก่อสร้างชาวอีสาน ที่มาก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน ไปชมคลิปเลย”

ในคลิปเผยให้เห็นชายผิวคล้ำ สวมเสื้อสีเขียว กางเกงขายาวสีดำ ได้เดินไปมา ทำใบหน้าเคร่งขรึมและพูดจาเสียงดัง โดยได้เดินอยู่หน้าอนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน ประดิษฐานอยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์เจ้าพ่อขุนตาน ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ตั้งอยู่บริเวณเส้นทางเข้าบ้านห้วยเรียน และอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร

โดยชายคนดังกล่าว พูดจาคล้ายกับคำพูดของคนในอดีต และได้กล่าวตำหนิต่อบางสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ขณะนี้มีคนงานเข้าไปปรับภูมิทัศน์ และเทพื้นคอนกรีตรอบที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์เจ้าพ่อขุนตาน

ชายคนดังกล่าว ได้เดินไปเดินมาและพูดว่า “ผ่านมา 700 กว่าปี ที่รักษาไว้ แต่มีคนมาทำบ้านกูฉิบหาย ซึ่ง 700 กว่าปีมาแล้ว นี่คือบ้านเมืองของกู อนุสาวรีย์ของกูมีทั่วไป แต่ที่นี้เป็นที่สู้รบของกู บ้านเมืองนี้กูสร้างมาให้ลูกหลาน แต่พวกเจ้าต้องมีกิริยาที่ดี เพราะบริวารกูไม่ได้ดีทุกตัวตน ถ้าเจออะไรของกูขึ้นมา อย่าได้เก็บไปเด็ดขาด

ถ้าเก็บของกูไปแล้ว ต้องเอาชีวิตมาแทน เพราะกูเอามาหลายชีวิตมนุษย์แล้ว สำเร็จเสร็จดีเมื่อใด พวกเจ้าจะต้องทำตามที่กูบอก ให้บริวารกูได้กิน เมื่อก่อนนี้บริเวณนี้ไม่ใช่แบบนี้ กูต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ดีสบาย หากพวกเจ้ารู้บุญรู้คุณ และมาจากต่างอื่นต่างแดนใดจะต้องสำรวมกายอินทรีย์ไว้ วาจาจะต้องดีที่สุด”

และ “กูอยากมา กูก็มาได้ เพราะนี่คือร่างทรงของกู พวกเจ้าทำสำเร็จดีเมื่อใด ทำตามที่กูว่าไว้นั้น บริวารกูจะได้กิน พวกเจ้าก็จะอยู่ดีสบาย และมีโชคมีชัย” ซึ่งหลังจากที่พูดเสร็จ ชายในภาพก็ได้เดินเอามือไพล่หลังแล้วใช้มือขวาแตะฐานอนุสาวรีย์ ก่อนที่จะล้มลงนอนหงายกับพื้น

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายคนมีความเชื่อว่า น่าจะเป็นวิญญาณของเจ้าพ่อขุนตาน ที่ทรงประทับร่างทรงในร่างชายคนดังกล่าว และออกมาตำหนิถึงพฤติกรรมของคนงานก่อสร้าง ที่กำลังปรับภูมิทัศน์ภายในสถานที่ดังกล่าว ว่าอาจจะพูดจาลบหลู่ หรือพูดไม่สุภาพ ทำให้องค์ท่านได้ประทับร่างทรงลงมาตำหนิ และให้นำเครื่องสักการะมาขอขมา

ญาติแค้นหวิดประชาทัณฑ์ ทำแผนคดีดังรุมฆ่าเมืองกาญจน์

aHR0cDovL3BlMi5pc2Fub29rLmNvbS9ucy8wL3VkLzM4My8xOTE1NDE0L25ld3MxMS5qcGc=

ตำรวจคุมตัว ไอ้มอส-ไอ้ต้น ผู้ต้องหารุมฆ่าหนุ่มวัย 19 คดีดังเมืองกาญจน์ ทำแผนแต่เช้าตรู่ ชาวบ้าน-ญาติลุกฮือ หวิดโดนประชาทัณฑ์

(15 ธ.ค.) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีและชุดสืบสวน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบ ได้ควบคุมตัว 2 ใน 6 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ล่าสุดในคดีสะเทือนขวัญรุมทำร้ายและฆ่า นายกฤษฎา อายุ 19 ปี มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุ ท่ามกลางการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุวุ่นวาย เนื่องจากมีชาวบ้านให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

จุดเกิดเหตุบริเวณหน้าร้านอาระเบียน ริมถนนแสงชูโต เจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นายมอส อายุ 25 ปี และ นายต้น อายุ 23 ปี มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยทำการชี้จุดต่างๆ และจุดที่ก่อเหตุใช้ตุ๊กตาปูนทุ่มใส่ศีรษะเหยื่อ เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ก่อนที่จะหลบหนีลัดเลาะตามแนวตะเข็บป่าเป็นเวลาหลายวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ค่อนข้างตีงเครียด เนื่องจากประชาชนในความสนใจมุงดูจำนวนมาก รวมทั้งแม่และยายของผู้เสียชีวิต ที่ทำได้แต่ยืนร้องไห้สะอื้นดูการทำแผนครั้งนี้ ขณะที่ชาวบ้านและญาตผู้เสียชีวิตต่างตะโกนสาปแช่งผู้ต้องหาอยู่ตลอดเวลา

การทำแผนประกอบคำรับสารภาพต้องดำเนินไปอย่างเร่งรีบ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เจ้าหน้าที่จึงรีบควบคุมตัว 2 ผู้ต้องกลับขึ้นรถตู้ แต่ระหว่างนั้นก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น เมื่อกลุ่มญาติและประชาชนต่างลุกฮือไล่ตามตัวผู้ต้องหา เพื่อจะเข้าไปทำร้ายประชาทัณฑ์ เจ้าหน้าที่จึงต้องขัดขวางและรีบออกจากพื้นที่โดยเร็ว