ปิดหีบเลือกตั้งเมียนมา นักวิเคราะห์เชื่อ “ออง ซาน ซู จี“ ชนะได้ยาก

news05 (2)

เวลา 16.30 น. วานนี้ (8 พ.ย.) ตามเวลาประเทศไทย การเลือกตั้งทั่วไปเมียนมาได้ปิดฉากลงเมื่อถึงเวลาปิดหีบเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในภาพรวมการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีการร้องเรียนเรื่องความผิดปกติในบางหน่วยการเลือกตั้ง เช่น ในเมืองมัณฑะเลย์ ขณะที่การนับคะแนนได้เริ่มต้นขึ้น นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ผลการเลือกตั้งต่างกัน บางส่วนมองว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จะชนะถล่มทลาย แต่บางคนกลับมองว่าพรรค NLD จะพ่ายแพ้ และรัฐบาลที่นำโดยทหารจะกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง

ในนครย่างกุ้ง หลังจากการปิดหีบเลือกตั้ง ผู้แทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้เข้าประจำที่เพื่อสังเกตการณ์การนับคะแนน ขณะที่ในเมืองมัณฑะเลย์มีความวุ่นวายเกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้งบะฮัมใยเมื่อชาวบ้านไปร้องเรียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีคนต่างถิ่นมากกว่า 60 คนเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่นั่น ต่อมาผู้สมัครของพรรค NLD ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวเตรียมเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้สอบสวนเรื่องนี้แล้ว

หลังจากปิดหีบเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในนครย่างกุ้งและทั่วประเทศเริ่มต้นการนับคะแนนเสียง รองผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาเปิดเผยว่า ข้อมูลในเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่เปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีชาวเมียนมาเดินทางไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และยังไม่มีรายงานความรุนแรงตามที่หลายฝ่ายกังวล

ผู้สนับสนุนพรรค NLD ไปรวมตัวกันที่ที่ทำการพรรคเพื่อติดตามนับผลคะแนน ซึ่งมีรายงานว่า ออง ซาน ซู จีจะออกมาพูดคุยกับผู้ให้การสนับสนุนพรรค แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยจะมีการแถลงอีกครั้งในวันนี้ (9 พ.ย.)

ส่วนบรรยากาศระหว่างการปิดการเลือกตั้งเมื่อช่วงเย็น คะแนนเบื้องต้นออกมาหลายเขตแล้ว NLD ชนะในหลายพื้นที่ ยกเว้นในเขตพื้นที่ทหาร ซึ่งพรรค USDP ได้เสียงข้างมาก แต่ผลคะแนนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดอะไรได้ ต้องรอผลอย่างเป็นทางการ

นายอเล็กซานเดอร์ แลมป์สดอร์ฟ หัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากสหภาพยุโรประบุว่า กระบวนการเลือกตั้งเป็นที่น่าพอใจและเป็นการเลือกตั้งที่เชื่อถือได้ หลายหน่วยเลือกตั้งในเขตทหารสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้อย่างเสรี ยอมรับว่าอาจจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบ้าง แต่ยังไม่สามารถลงในรายละเอียดได้ ต้องรอการแถลงในวันที่ 10 พ.ย. และระบุว่าเป็นคล้ายๆ กับการเลือกตั้งในประเทศเสรีแล้วที่ย่อมจะมีช่องโหว่เกิดขึ้น

นายเดเมียน คิงส์บิวรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศและผู้ประสานงานของคณะผู้สังเกตการณ์ การเลือกตั้งของออสเตรเลียมองว่า แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้จะมีคณะผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 11,000 คน แต่ปัญหาสำคัญต่อจากนี้คือ กระบวนการนับผลคะแนน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เนื่องจากต้องใช้เวลาในการประมวลผลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับ ประเทศ

หากผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ถูกมองว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น มีตั้งแต่พรรคการเมืองหลักเร่งหาพันธมิตรและจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นบริหาร ประเทศไปจนถึงการยกเลิกผลการเลือกตั้งทั้งหมด และเปิดทางให้ทหารเข้ามาควบคุมอำนาจอีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลพลเรือนยังไม่พร้อมในการบริหารประเทศ

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ นอกจากชาวพุทธแล้วยังมีชาวมุสลิมในนครย่างกุ้งจำนวนมากที่ตื่นตัวเดินทางไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเช่นกัน เนื่องจากหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกให้กับชาวมุสลิมในเมียนมา

ก่อนหน้านี้ประชาคมโลกวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลเมียนมา ที่ไม่อนุญาตให้ชาวโรฮิงญาที่เคยมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 5 แสนคน จากทั้งหมด 1.3 ล้านคน ลงคะแนนเสียงหรือส่งผู้แทนลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ แม้ว่าชะตากรรมของชาวโรฮิงญาจะถือเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตาม

นอกจากนี้มีผู้สมัครชาวมุสลิมเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสลงชิงชัยในการเลือกตั้ง โดยทั้งพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USPD) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและพรรค NLD ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ต่างไม่ส่งผู้สมัครที่นับถือศาสนาอิสลามลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้แม้แต่คนเดียว

สิ่งที่นักสังเกตการณ์การเลือกตั้งเห็นตรงกันก็คือ ภาพรวมของการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่าประชาชนชาวเมียนมามีความตื่นตัวในการไปใช้สิทธิ์อย่างมาก ซึ่ง นายทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง วิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่ของเมียนมาที่พรรค NLD ที่มีนางออง ซาน ซู จีเป็นผู้นำพรรคส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งด้วยเต็มทุกพื้นที่ และประชาชนซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคเดียวมา 53 ปี และอยู่ภายใต้กฎเหล็กเริ่มรู้สึกว่าน่าจะเปลี่ยนอนาคตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม นายทรงฤทธิ์ มองว่า เป็นไปได้ยากที่พรรค NLD จะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้

“คงเป็นไปได้ยาก (ที่พรรค NLD จะชนะ) เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีความไม่ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว กฎ กติกาที่ออกมาก็ให้กองทัพส่งคนเข้ามาในสภาได้ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด ทำให้สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีเพียงร้อยละ 75 ซึ่งนางออง ซาน ซู จี จะมีสิทธิ์เลือกคนที่จะเป็นประธานาธิบดีได้ต้องแย่งเก้าอี้ให้ได้ร้อยละ 51 ของที่นั่งในสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่ฝั่งของรัฐบาลต้องการแค่ร้อยละ 26 เพราะเขามีอยู่แล้วร้อยละ 25 ที่ได้จากการแต่งของกองทัพ” นายทรงฤทธิ์กล่าว

นายทรงฤทธิ์ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า คะแนนเสียงในการเลือกตั้งแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกพรรค NLD มีประมาณ 11 ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 33 ล้านเสียง ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ อีกกลุ่มหนึ่งคือ คะแนนจัดตั้งของทหาร ข้าราชการและนักธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่กล้าเลือกนางออง ซาน ซู จี เพราะไม่มั่นใจการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลถือว่าพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ทำได้ได้ดี จนกระทั่งสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการ และสหภาพยุโรปยกเลิกการคว่ำบาตร

นายทรงฤทธิ์ มองว่า สถานการณ์หลังเลือกตั้งไม่น่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะกว่าจะเดินทางมาถึงการเลือกตั้งวันนี้ได้ผ่านการประนีประนอมทางการเมืองร่วมกัน เห็นได้จากการที่นางออง ซาน ซู จีไม่ได้คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ยังเห็นความหวังที่จะพัฒนาการเมืองเมียนมาให้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้ ในขณะที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่งก็ประกาศว่ายอมรับผลการเลือกตั้ง

“แต่ผมมองว่าการที่เต็ง เส่งประกาศอย่างนี้เป็นเพราะเขามั่นใจแล้วว่ายากที่ออง ซาน ซู จีจะได้เสียงส่วนมากในสภา”

ผศ.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายเศรษฐกิจเพราะคาดว่าพรรค USDP น่าจะชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าพรรค USDP จะได้เป็นรัฐบาลเหมือนเดิม โดยมีพรรคของชนกลุ่มน้อยที่รวมตัวกันเข้ามาร่วมด้วย ประกอบกับการตรวจสอบของพรรค NLD ที่แข็งแกร่งมากขึ้น คิดว่านโยบายของเมียนมาไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมาก และถ้าไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

“เมื่อได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็จะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเมียนมามากขึ้น เศรษฐกิจเมียนมาก็จะดีขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทย เพราะเมื่อเศรษฐกิจเมียนมาโตขึ้น กำลังซื้อของจากไทยก็มีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็จะมีคู่แข่งในตลาดเมียนมาเพิ่มขึ้น” ผศ.ปิติกล่าว

ด้าน นายวินมิตร โญสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาเมียนมา วิเคราะห์ว่าพรรคใหญ่อย่าง NLD และ USDP ยังครองฐานเสียงของตัวเองได้อยู่ กล่าวคือในเขตเลือกตั้งของทหาร พรรค USDP จะชนะ ส่วนเขตเลือกตั้งในเขตเมือง พรรค NLD จะชนะ ที่น่าสนใจคือมีเสียงแตกในส่วนของพรรคชนกลุ่มน้อย

Advertisements

สาวจีนสุดเพี้ยน เดินถุยน้ำลายใส่คนทั้งขบวนรถไฟฟ้า

12

(3 พ.ย.) เฟซบุ๊ก Shanghaiist เผยแผร่คลิปวีดีโอเหตุการณ์บนรถไฟฟ้าที่เมืองนานกอง ประเทศจีน เมื่อมีหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งก่อนกวนผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟฟ้าด้วยการถุยน้ำลายใส่ทุกคน

โดยคลิปดังกล่าวเผยให้เห็นภาพหญิงสาววัยรุ่นเดินไปทั่วขบวน และเริ่มชะโงกหน้า ถุยน้ำลายใส่ผู้โดยสารทีละคน สร้างความขยะแขยงให้กับผู้โดยสารที่ตกเป็นเหยื่ออย่างมาก บางคนเอาหนังสือปัดป้อง บางคนยกเท้าขึ้นถีบ แต่ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมของหญิงสาวรายดังกล่าวได้

ทั้งนี้ มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยบางรายกล่าวว่า โชคดีของหญิงสาวคนดังกล่าวที่เธอไม่ถูกรุมกระทืบ

จริงหรือมั่ว?! “นาซา” พบ “ลูกหมีขั้วโลก” บนดาวอังคาร

news02 (2)

ยูเอ็นได้รับการแจ้งเตือนจากผู้ที่เชื่อในเรื่องสิ่งลี้ลับนอกโลก หลังพบภาพถ่ายขององค์การนาซา เป็นภาพลูกหมีขั้วโลกที่มีลักษณะสมบูรณ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ได้รับการแจ้งเตือน หลังองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซาถ่ายภาพลูกหมีขั้วโลกบนดาวอังคารได้ ซึ่งลูกหมีมีลักษณะสมบูรณ์เหมือนหมีปกติ

โดยผู้แจ้งเตือนคือ นายสก็อตต์ ซี แวริง ผู้ที่เชื่อมั่นในเรื่องสิ่งลี้ลับนอกโลก ซึ่งเคยอ้างว่าพบภาพแปลกๆ บนดาวอังคารมาแล้ว ทั้งภาพปู ภาพหญิงสาวปริศนา รวมทั้งภาพรูปปั้นพระพุทธรูป ได้กล่าวอย่างมั่นใจว่า การที่นาซามักถ่ายภาพเป็นสีดำและสีขาว ก็เพื่อพยายามซ่อนสิ่งมีชีวิตหรือพืชที่มีสีสันสะดุดตาเอาไว้ แต่เขาเห็นเงาของเส้นผมและขนรอบๆ ตัวสิ่งที่พบ หมายความว่าสิ่งนั้นไม่ใช่รูปปั้นแต่เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน

นายสก็อตต์จึงได้ส่งข้อมูลเหล่านี้ไปให้เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ และยังต้องการที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านี้เพื่อให้ชาวโลกได้ร่วมกันพิจารณาด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้เปิดตาและเปิดใจรับรู้ความจริงเสียที

สาวถูกแช่แข็งตาย หลังติดในห้องเย็น -150 องศา

1 (3)

สาววัย 24 ปี ติดอยู่ในห้องแช่แข็งอุณหภูมิ -150 องศา เป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมง จนกระทั่งเสียชีวิต

(26 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด สาวทำงานเป็นผู้จัดการร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งในรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอติดอยู่ในห้องเย็นที่มีอุณหภูมิ -150 องศา

โดยรายงานระบุว่า หญิงสาวดังกล่าวได้เข้าไปห้องเย็น แต่ประตูเกิดล็อกทำให้ไม่สามารถออกมาได้ ประกอบตอนเกิดเหตุเธออยู่คนเดียวในร้านและกำลังจะปิดร้าน เธอจึงติดอยู่ในห้องดังกล่าว

ทั้งนี้ ห้องเย็นในร้านเสริมสวย เป็นห้องสำหรับอาบน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ปกติแล้วห้องนี้จะใช้ไม่เกิน 3 นาทีเท่านั้น

ด้าน เจ้าหน้าที่ได้สันนิษฐานว่าเธอน่าจะติดอยู่ในห้องนานถึง 10 ชั่วโมงด้วยกันทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านไหวจึงเสียชีวิตในที่สุด

ชาไข่มุกปลอมของจีน ทำจากยางรถและหนังรองเท้า

dqwwe

อีกแล้ว! จีนพบชาไข่มุกปลอม ทำจากยางรถและหนังรองเท้า ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนจนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล

สถานีโทรทัศน์ในมณฑลซานตงของจีน เปิดเผยว่า มีผู้ดื่มชาไข่มุก เครื่องดื่มยอดนิยมที่ซื้อมาจากร้านค้าท้องถิ่นในเมืองชิงเต่า แล้วต้องถูกหามส่งยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงในเวลาต่อมา โดยผลการตรวจเอ็กซเรย์พบว่า ชาไข่มุกแก้วดังกล่าว มีส่วนประกอบของยางรถยนต์ และหนังทำรองเท้า ที่ย่อยไม่ได้

ด้านนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยเคมี ของมหาวิทยาลัยชิงเต่า ที่ได้เข้ามาตรวจสอบสารประกอบนี้ ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ไข่มุกในชาไข่มุกแก้วนั้น มีส่วนประกอบจากยางรถยนต์และหนังทำรองเท้า เหมือนที่สถานีโทรทัศน์ซานตงรายงานจริงหรือไม่ แต่ได้ให้คำอธิบายว่า สิ่งนั้นเป็น วัสดุที่ทนทาน และเหนียวมาก

อย่างไรก็ตามไม่ว่าชาไข่มุกดังกล่าวจะมีส่วนประกอบอันตรายหรือไม่มีก็ตาม แต่ก็มีรายงานการวิจัยระบุชัดจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนีว่า แป้งมันสำปะหลังที่ใช้ทำไข่มุกนั้น มีส่วนก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

จับได้สามีซุกกิ๊ก! เมียหลวงปรี๊ดแตกทุบ BMW Series 7 ยับเยิน

2 (1)

สำนักข่าวเซี่ยงไฮ้อิสต์ – หญิงจีนวัยกลางคนเกิดอาการโมโหสุดขีดใช้ค้อนทุบรถ BMW รุ่น 740 ที่มีมูลค่าประมาณ 1 ล้านหยวน หรือ ประมาณกว่า 5 ล้านบาท โดยหญิงคนดังกล่าวที่เปิดเผยเพียงนามสกุลว่า หวู่ ใช้ค้อนทุบรถคันงามนานอยู่เกือบ 20 นาที เพราะก่อนหน้านี้เธอเห็นสามีของเธออยู่กับผู้หญิงอีกคนภายในรถ

ขณะเดียวกันผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างวิ่งมามุงดู เพราะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ติดอยู่กับรถดังขึ้น จึงเห็นภาพนาง หวู่ กำลังทุบรถคันดังกล่าวพร้อมกับตะโกนด่าทอว่า “นางแพศยาที่เคยนั่งอยู่ในรถคันนี้ มันโสโครกเกินกว่าที่จะหาคำบรรยาย”

ด้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่างพยายามจะเข้ามาห้ามเธอ แต่เธอพูดสวนมาว่าอย่าเข้ามายุ่ง พร้อมกับนำเอกสารมาแสดงให้ดูว่าเธอเป็นเจ้าของรถคันนี้ จากนั้นจึงหันไปทุบรถต่อ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ไปตามตัวสามีของเธอ ที่กำลังทำธุระอยู่ให้มาดูรถสุดหรูคันนี้ถูกทุบเสียหายทั้งคัน

หนุ่มคลั่งวิ่งไล่กัดคนบนเครื่องบิน ก่อนช็อกสลบสิ้นใจอนาถ

news15

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข่าว)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระทึกขวัญบนเครื่องบินลำหนึ่ง ระหว่างบินเส้นทาง กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ไปยัง กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อผู้โดยสารชายคนหนึ่งเกิดอาการคลั่ง อาละวาดบนเครื่องบิน อีกทั้งยังทำร้ายผู้โดยสารคนอื่นด้วย

ตามรายงานระบุว่า ผู้โดยสารชายวัย 24 ปี เสียชีวิตหลังจากก่อเหตุอาละวาดไปทั่วเครื่องบินลำหนึ่ง และพยายามทำร้ายด้วยการกัดผู้โดยสารคนอื่นๆ และลูกเรือ มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน ก่อนที่ชายคนนี้จะหมดสติลงไป ลูกเรือต้องส่งสัญญาณ แพน-แพน ให้กับศูนย์ควบคุมทางการบินได้ทราบ

ในเวลาต่อมา เครื่องบินลำดังกล่าวได้ขอลงจอดที่ สนามบินคอร์ก ทางตอนใต้ของประเทศไอร์แลนด์ ก่อนจะพบว่าชายคนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงแล้ว จึงได้นำร่างไปชันสูตรที่โรงพยาบาลวิทยาลัยคอร์ก เบื้องต้นทราบเพียงว่า ชายคนดังกล่าวเดินทางมาศึกษาต่อที่ไอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 174 คน เดินทางถึงกรุงดับลินได้อย่างปลอดภัย ทางสายการบินได้ส่งผู้โดยสารขึ้นรถโดยสารไปต่อถึงที่หมาย ส่วนสาเหตุที่เกิดเหตุกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

ครูจีนโหด! คว้าไม้กวาดฟาดก้นเด็กป.4 จนหักไป2อัน-ก้นระบม เหตุไม่ยอมทำการบ้าน

1

สำนักข่าวเซี่ยงไฮ้อิสต์ – คุณพ่อชาวจีนคนหนึ่งเกิดอาการไม่พอใจสุดขีด เมื่อพบว่าลูกชายของเขาถูกครูทำโทษด้วยการใช้ไม้กวาดตีก้นจนหัก เพียงเพราะเขาไม่ยอมทำการบ้าน

เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ที่เมืองฉงชิ่ง เมื่อลูกชายของเขาที่กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่กลับมาบ้านพร้อมกับร้องไห้ และไม่สามารถนั่งลงบนโซฟาได้ นายหูผู้เป็นพ่อของเด็กชายเล่าต่อว่า ผมจึงดึงกางเกงเขาลงและมันทำให้เขาร้องดังขึ้น เขาหวาดกลัวมากก้นของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำและที่กางเกงของเขาก็ชุ่มไปด้วยเลือด

โดยนายหูได้นำภาพร่องรอยการถูกทำร้ายของลูกชาย ไปให้ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นได้ดูพร้อมกับเอ่ยทั้งน้ำตาว่า “ดูนี่สิ มันทำให้ผมใจสลาย ลองคิดดูว่าทำไมครูถึงลงโทษได้รุนแรงขนาดนี้ เด็กคนนี้เป็นลูกของผม และผมไม่เคยทำเช่นนี้กับเขามาก่อน และถ้าหากผมเป็นครูผู้สอนมันไม่มีทางเลยที่ผมจะลงโทษหนักขนาดนี้”

ขณะที่เด็กชายเล่าว่า เขาทำการบ้านไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนด ครูจึงเรียกเขาไปคุยที่ห้องพักครูและสั่งให้เขาลุกนั่ง 400 ครั้ง ถ้าหากเขาทำไม่ได้เขาจะถูกตีแทน เด็กชายเล่าต่อว่า ครูของเขาเดินไปหยิบไม้กวาดและเริ่มตีเขา จากรายงานระบุว่าเด็กชายถูกตีจนไม้กวาดหักไป 2 อัน

หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ครูผู้สอนคนนี้ถูกสั่งพักงานและอยู่ระหว่างการสอบสวน ด้านนายหูผู้เป็นพ่อของเด็กต้องการทำความตกลงนอกศาล แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เจรจากัน ซึ่งนายหูกล่าวว่า “มันขึ้นอยู่กับพวกเขาหากเขายินยอมจ่ายเงินชดใช้ 30,000 หยวนก็ตกลงตามนั้น”

อย่างไรก็ตาม ครูผู้สอนเผยว่า จะยอมจ่ายเงินชดใช้เพียง 10,000 หยวนเท่านั้น

ฉาว! 7 พนักงานดับเพลิง “ทารุณกรรมทางเพศ” หนุ่มฮ่องกง

adsg

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พนักงานดับเพลิงของฮ่องกง 7 รายถูกสั่งพักงาน หลังก่อเหตุกระทำทารุณกรรมทางเพศหนุ่มเพื่อนร่วมงาน ภายในห้องล็อคเกอร์ของสถานีดับเพลิงแห่งหนึ่งบนถนนแคนตัน

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาพพนักงานดับเพลิงหนุ่มชาวฮ่องกงรายหนึ่งตกเป็นเหยื่อการทารุณกรรมทางเพศของกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ถูกเผยแพร่ออกไปผ่านโลกออนไลน์ โดยเป็นภาพที่กลุ่มพนักงานดับเพลิง ซึ่งบางคนอยู่ในชุดดับเพลิง บ้างก็ถอดเสื้อ บ้างก็เปลือยกาย ช่วยกันจับเหยื่อหนุ่มถอดเสื้อผ้าออก แล้วพยายามนำวัตถุบางอย่างยัดเข้าไปในทวารหนักของเหยื่อ

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงปักกิ่งจึงดำเนินการสอบสวน และรวบรวมหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ของจีน จนทราบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีพนักงานดับเพลิงระดับอาวุโสรวมอยู่ด้วย และมีการกระทำทารุณกรรมทางเพศต่อเหยื่อหนุ่มจริง โดยมีการนำน้ำมันราดบนอวัยวะเพศ เอาวิปครีมยัดทวารหนักของเหยื่อ และอื่นๆ

ทำให้ล่าสุดพนักงานดับเพลิงทั้ง 7 รายถูกสั่งพักงานแล้ว ก่อนเตรียมดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดผู้ก่อเหตุทั้งหมดต่อไป

หน้าตาดีแต่ไร้จิตสำนึก แม่ขยะแขยงหลังเยี่ยม“ลูกปัญญาอ่อน“อ้างไม่รับ“เด็กอัปลักษณ์“

1

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางนาเดซาด้า แม่รัสเซียหน้าตาดี ที่คลอดทิ้งลูกพิการทางสมองของเธอ ได้แสดงพฤติกรรมย่ำแย่ด้วยการแสดงอาการขยะแขยงต่อลูกสาวตัวเองบอกว่า จำเป็นต้องทิ้งลูกเพราะไม่ต้องการให้ใครมาล้อเธอว่ามีลูก “หน้าตาอัปลักษณ์” แถมยังต้องเลี้ยงลูกคนนี้คนเดียว

รายงานระบุว่าคุณแม่หน้าตาดีรายหนึ่งเปิดเผยว่าในอดีต เธอได้ทอดทิ้งลูกสาวของเธอซึ่งปัจจุบันอายุราว 16 ปีที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ตั้งแต่แรกคลอด เนื่องจากเธอไม่ต้องการให้ชาวบ้านมาเห็นลูกสาวคนนี้ว่าเป็นเด็กพิการทางสมอง และมีหน้าตาอัปลักษณ์

โดยเธอจะยอมกลับไปเลี้ยงก็ต่อเมื่อลูกคนนี้ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมพลาสติกใบหน้าแล้วเท่านั้น โดยนางนาเดซาด้า บอกว่า ฉันอยู่ในหมู่บ้านเล็ก และฉันคิดว่าเพื่อนบ้านจะพูดยังไงถึงลูกสาวฉัน ฉันเป็นแม่ซิงเกิลมัมที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว และก็ไม่มีเงินพอที่จะผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าให้ลูก

แต่หากมีใครทำให้ลูกสาวฉันดูดีขึ้น ฉันก็พร้อมจะอยู่กับเธอ และฉันไม่อาจทนอยู่กับเธอ ในสภาพที่ตัองเจอผู้คนมาเที่ยวพูดว่า ลูกเธอหน้าตาอัปลักษณ์ และว่าเมื่อเธอได้ไปเยี่ยมลูกสาว เธอรู้สึกช็อกที่เธอหน้าตาน่าเกลียดมาก และคิดว่าเธอควรจะรับลูกมาเลี้ยง แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในโรงพยาบาลโรคประสาท แต่เธอก็อ้างว่า ถ้าเธอจะรับลูกมาเลี้ยงใหม่ เธอก็อยากจะให้ลูกเธอได้รับการศัลยกรรมเพื่อให้เธอดูดีเสียก่อน

ขณะที่เด็กหญิงรายนี้ ซึ่งชื่อว่า “คัตยา” ปัจจุบันอยู่ในเมืองอาซอฟ ซึ่งแพทย์บอกว่า เธอสามารถรอดชีวิตอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ แม้ว่าตอนเกิดแพทย์จะเชื่อว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ชีวิต ด้านเจ้าหน้าที่พนักงานสวัสดิการสังคมบอกว่า วัยรุ่นหญิงผู้ถูกทิ้งนี้เกิดมาในสภาพจมูก หู ผิดรูป และยังปัญญาอ่อน ทำให้ยากที่สื่อสารกับเธอรู้เรื่อง แต่เธอเป็นคนที่มีความสุข และน่ารักมาก

ส่วนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน “มูลนิธิเลี้ยงเด็กไร้แม่” ยืนยันว่า พวกเขากำลังพยายามจะหาเงินมาช่วยผ่าตัด “คัตยา” ซึ่งในกรุงมอสโก เมืองหลวงอาจมีแพทย์ที่เต็มใจที่รักษาเด็กหญิงผู้นี้ด้วยค่ารักษาราคาถูก หรือฟรี แต่ที่ผ่านมา เราได้ติดต่อแพทย์ศัลยกรรมพลาสติก แต่ไม่มีใครพร้อมที่รักษาให้ฟรีๆ เลย